GOD DAMNED HERO View my profile

Superman

Superman 06 : Hold on to your precious one

posted on 09 Mar 2008 23:28 by dcdiary  in Superman

 

 


 

ผมฝัน ความฝันเลือนลาง

ฝันถึงดวงดาวแตกสลาย บ้านเกิดที่อยู่ห่างออกไปหลายล้านปีแสง

ทำไมถึงได้กระเสือกกระสนไปที่นั่นกันนะ

ทั้งๆที่ตรงนี้มีคนที่สำคัญขนาดนี้ แท้ๆ

อย่างที่นายบอกแหล่ะ

ฉันมันโง่ ชะมัดเลย ที่ไม่รู้ว่านายรู้สึกยังไง


ความอบอุ่นจากมือของเขาถ่ายทอดมายังร่างผม เป็นถึง Man of Steel
แต่ต้องให้หมอนี่มาช่วยอยู่เรื่อย ถ้าไม่มีบรูซ ผมคงตายไปหลายครั้งแล้วแหล่ะ

เป็น Superman แต่มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก ถ้าไม่มี Batman

ผมลืมตาขึ้น มือเอื้อมไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของคนที่ฟุบตัวลงนอนอยู่ข้างกาย

บรูซสะดุ้ง ลืมตามองผม ขนตาสีดำยาวกระพริบถี่ๆ เหมือนไม่เข้าใจ ผมยิ้มออกมา

ชอบสีหน้าเหรอหรา ของนายจัง

"ฉันก็มีเรื่องจะบอกนายบรูซ"

ผมกระซิบเอื้อมมือไปลูบแก้มของเขา ใบหน้าฝกช้ำที่เห็นคราวก่อน หายดีแล้ว

"สำเนียง Kryptonian ของนายตลกชะมัดเลย"

ผมยิ้มกวนๆ ให้เขา หึหึ ภาษาของดาวผมต้องใช้การออกเสียงยากกว่าภาษาอื่นบนโลก มันซับซ้อนกว่า วิธีการขยับลิ้นเปล่งเสียงก็ยากกว่า
ต่อให้บรูซพูดได้ทุกภาษาทั่วโลกก็เหอะ

บรูซอ้าปากค้าง แก้มของเปลี่ยนเป็นสีฝาดขึ้นมาทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนจะเงื้อมือขึ้นจะฟาดผม แต่ผมรับมือนั่นเอาไว้ก่อน
หมอนี่จะทำตัวเองเจ็บตัวอีกแล้ว

ผมขยับตัวพลิกให้เขามาอยู่ใต้ร่างผม แผลที่ข้างตัวเจ็บนิดๆ เหมือนยังไม่หายดี แต่ผมไม่สน

"นาย !!!! รู้สึกตัวตั้งแต่ตอนไหน !!!???" เขาพูด ขยับตัวจะหนีจากแขนของผมที่ล้อคเขาเอาไว้ใต้ตัว แต่ผมไม่ปล่อยให้หนีหรอก

จะรู้ไปทำไมเนี่ย นายจะเขินเอาเปล่าๆ น่าบรูซ ผู้ชายที่วางสีหน้าไร้ความรู้สึกตลอดเวลาอย่างนายน่ะ


"จูบอีกทีซิ" ผมขอ บรูซหยุดขยับหนี เขาเอ่ยปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็นิ่ง แขนแกร่งโอบรอบคอดึงผมลงมาประทับริมฝีปากอุ่นจัดลงบนปากผมอย่างอ่อนโยน ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนจูบแรกขนาดนี้นะ ผมหลับตาสอดเรียวลิ้นเข้าไปพัวพันเขาเผยอปากรับก่อนจะจูบตอบช้าๆ เป็นจูบที่นุ่มนวล อ่อนโยน และเนิ่นนาน ทั้งที่อ่อนโยนแต่ก็ทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นให้ได้

บรูซผละออกดวงตาสีฟ้าจัดจ้องมองผม
"นายมันเจ้าเล่ห์ คลาร์ก เคนท์" เขาพูด ผมหัวเราะ มีแต่นายเท่านั้นแหล่ะที่รู้จักด้านนี้ของฉัน

"ฉันนึกว่าจะเสียนายไปอีก เหมือนตอนห้าปีนั่น" จู่ๆน้ำเสียงซีเรียสขึ้นมา ผมมองหน้าเขา ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน เหมือนทุกครั้งที่เขาชอบทำเวลาคิดเรื่องต่างๆในหัว ผมใช้นิ้วลูบบนปากเขาเบาๆ

"ฉันก็กลับมาแล้วไง" ก้มลงจูบเขาอีกครั้ง บรูซเบือนหน้าไปทางอื่น

"แต่นายไป ไม่บอกลาฉันซักคำ จู่ๆก็หายไปแบบนั้น...." ผมมองตาเขา ประกายตาเจ็บปวด ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปลาบขึ้นมาในใจ


"ฉันขอโทษ" ผมพูด

ตอนที่ได้ข่าวว่ามีการค้นพบดาวคริปตัน ผมรีบเร่งออกไป แม้จะมีความหวังเพียงนิดเดียว แค่นิดเดียวเท่านั้นว่าจะได้เห็นสิ่งที่หลงเหลือจากบ้านเกิด แต่แค่นั้นมันก็ทำให้หัวใจผมเต้นอย่างมีความสุข ทว่าแล้วเมื่อไปถึงที่นั่น ทุกอย่างว่างเปล่า อวกาศกว้างใหญ่ มืดดำ เย็นชา ไม่มีวี่แววของสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองช่างตัวเล้ก และไร้ค่า ความหวาดกลัวกระแทกเข้ามาทุกด้าน ความสิ้นหวังกระหน่ำใส พริบตานั้นผมรู้สึกว่าผมสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว ผมทิ้งโลกที่เติบโตขึ้น ทิ้งทุกอย่างที่มีค่าของผม บินข้ามจักรวาลมาเพียงเพื่อพบกับความว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตานี่

ผมกระเสือกกระสนกลับมายังโลก สู่อ้อมกอดของแม่บุญธรรม วินาทีนั้น ผมรู้ว่าสิ่งที่ทำไปเปล่าประโยชน์ บ้านผมอยู่ที่นี่ ไม่มีคริปตันอีกต่อไป สิ่งที่มีค่าที่สุดของผมอยู่ที่นี่ และผมเสียมันไปอีกไม่ได้แล้ว

บรูซไม่เคยเปิดใจให้ใคร แต่เขาเปิดรับผม เขาเปิดใจให้ผม ให้ผมก้าวเข้าไปในพื้นที่ ที่ไม่มีใครเคยเข้าใกล้มาก่อน ผมเพิ่งตระหนักว่ามันมีค่าแค่ไหนตอนที่เกือบเสียมันไปแล้ว

"กับนายบรูซ" ผมก้มลงกระซิบ ข้างหูเขา "ฉันจะกลับมาเสมอ " จูบหูเขาเบาๆ ไล้ริมฝีปากลิ้มเลียจากใบหูมาที่คาง แก้ม ก่อนจะจูบเรื่อยไล้มาจนเจอริมฝีปาก ความอุ่นชื้นที่ผมไม่ค่อยจะคุ้นกับมันเท่าไหร่สัมผิสลงบนริมฝีปาก บรูซแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะรับลิ้นของผมที่แทรกผ่านปากของเขาเพื่อควานหาความหวานภายใน จูบอ่อนโยนตอนแรกค่อยๆเปลี่ยนเป็นจูบที่สื่อความต้องการออกมา

มือผมเลื่อนเปะปะ พยายามถอดชุดแบทแมนของเขาออก แต่ไอเกราะบ้านี่ช่างไม่อำนวยเอาซะเลย มันทั้งแข็งแล้วก็ ... แกะตรงไหนได้เนี่ย !!!
บรูซยันตัวขึ้นออก เขายิ้มเจ้าเล่ห์ "นายไม่มีปัญญาหรอกคลาร์ก"

"เหรอ แต่ฉันก็มองทะลุมันไปได้ทุกครั้งแล้วกัน" ผมตอบยักคิ้วให้เขา

บรูซอ้าปากค้างรอยยิ้มหายไปทันที "นาย อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมา !!!!"

ใครมันจะไปอดใจไม่มองไหวล่ะ ปกติผมไม่ข้ามเส้นเรื่องนี้กับใครนะ ยกเว้นกับเขาเนี่ยแหล่ะ

บรูซทำหน้าแบบว่า ไม่อยากจะเชื่อเลย !!!

เขาทำท่าจะขยับหนีแต่ผมดึงเค้าเข้ามาใกล้ ใครจะปล่อยให้หนีไปอีกล่ะ

ผมซุกปลายจมูกลงฝังกับต้นคอบรูซ ก่อนจะไล้ลิ้นวนที่ลำคอ ส่วนที่โผล่พ้นเกราะ บรูซคราง ก่อนจะยอมอ่อนลง เขาเอื้อมมือปลดชุดตัวเองให้ผม เกราะสีดำหนักถูกพลักพ้นออกไปอย่างง่ายดาย เหลือแค่เสื้อเข้ารูปอีกชั้น ที่ผมช่วยถอดให้พ้นตัว ตอนนี้ท่อนบนเขาเปลือยเปล่า ผมผละออกพิจารณาร่างตรงหน้า จ้องมองให้เต็มตา มันดูวิเศษต่างจากตอนที่มองผ่านเสื้อเกราะนั่นลิบลับ

ร่างกายตรงหน้าดูสมส่วนไปทุกที่ เหมือนรูปปั้นหินอ่อนโบราณที่คนสร้างบรรจงสลัก ติดก็แค่แผลเป็นมากมายบนผิวนุ่มลื่นนั่น ผมลูบมันก่อนจะก้มลงจูบเลียทุกแผล ทุกร่องรอย เหมือนจะรักษาแผลที่หายสนิทอยู่แล้ว ให้หายไป บรูซครางเมื่อผมไล้ลิ้นเลียหนักๆบนแผลเป็นเหมือนมีดปาดเป็นทางยาวที่ท้องน้อยต่ำลงเรื่อยๆถึงขอบกางเกง ก่อนจะใช้มือปลด Utility belt ที่เอวเขาโยนไปให้พ้นทาง เสียงเข็มขัดเหล้กหนักตกพื้นคริสตัลดังกังวาลใส ทั่ว Fortress บรูซยันตัวขึ้นขยับสะโพกให้ผมดึงถอดกางเกงเขาลง ปลดมันออกให้พ้นทาง ประกายตาเขาวูบไหว ด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้น ร่างบางเม้มปาก เย้ายวนก่อนจะไล้มือตัวเองสัมผัสที่บาดแผลข้างตัวผมแล้วลากลงต่ำไปที่ขอบกางเกง สายตาเขาบอกว่า ไม่ยอมให้ผมเป็นฝ่ายทำอย่างเดียวแน่ๆ ผมผละออกเล็กน้อย ขยับตัวช่วยให้เขาดึงกางเกงผมออกง่ายขึ้น เมื่อไม่มีเสื้อผ้ากันขวางแล้ว เราเบียดตัวเข้าหากัน

ผมดึงเขาเข้ามาแนบ สัมผัสลูบไล้ร่างที่อยู่ข้างใต้อย่างถือดี บรูซโอนอ่อนตอบรับทุกสัมผัส ผมดึงรั้งร่างเขาเข้ามาจนลำตัวแนบชิดไร้ช่องว่าง ผิวเนื้อเบียดเสียดเข้าหากันตามจังหวะการเคลื่อนไหว มือเขาลูบไล้แผ่นหลังผมพลางเบียดสะโพกเข้าหา ไล้ส่วนนั้นของเขากับส่วนที่ไว้สัมผัสที่กำลังแข็งขืนขึ้น เล่นเอาอารม์ผมกระเจิดกระเจิงกว่าเก่า มีแค่เขาเท่านั้นที่ทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้ ใจหนึ่งผมกลัวจะทำให้เขาเจ็บ แต่ตอนนี้ความคิดนั้นกระเจิดกระเจิงหายไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกร้อนไปทั่วท้องน้อย เมื่อมืออ่อนนุ่มของเขาเลื้อยไล้อยู่บนแผ่นหลัง ผมลากมือผ่านแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนของเขาบ้างลูบขึ้นลงก่อนจะ เลื่อนมือสู่เบื้องล่าง บรูซแอ่นกายตอบรับพรางครางเสียงต่ำ เมื่อรู้สึกถึงนิ้วมือผมแทรกผ่านช่องทางร้อนและคับแคบของเขา ข้างในตัวบรูซร้อนและบีบรัด ร่างสูงกลั้นหายใจ ผมขยับนิ้วใส่ลึกขึ้น

ผมผละใบหน้าจากต้นคอที่ซุกไซร้ มามองหน้าเขา สีหน้าบรูซตอนนี้สุดๆไปเลย เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดพราวบนหน้าผากได้รูป เขาปรือตามองผม ดวงตาสีฟ้าจัดดูยั่วยวนแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ริมฝีปากแดงกัดปากตัวเอง พยายามกลั้นเสียง เมื่อผมสอดนิ้วลึกเข้าไปในตัวเขาพลางขยับเข้าออกเตรียมเค้าให้พร้อม ก่อนจะดึงนิ้วออก มือหนาเอื้อมมารั้งต้นขาก่อนจะยกขึ้นพาดบ่า บรูซกลั้นหายใจเฮือก ขืนสะโพกเกร็ง วินาทีหนึ่งผมคิดว่าเขาจะพลักผมออก ผมเงยหน้าสบตาเขา เลื่อนริมฝีปากกระซิบถ้อยคำภาษาคริปโตเนียนท์

" Please Let me inside you, I just want to feel ... you"

ผมมองหน้าเขา สบตาเป็นเชิงถาม เขาพยักหน้าตอบรับ มือหนึ่งเลื่อนขึ้นเสยผมของผมก่อน จะเลื่อนหน้าจูบที่ริมฝีปาก คนตรงหน้ารีบกระชับแขนที่โอบรอบคอผมฝังหน้าลงกับไหล่ หายใจเฮือก ก่อนจะกดเล็บจิกลงบนไหล่อย่างแรง เมื่อผมส่งกายเข้าไปในร่างเขา

"อ๊าาาาาาาาาา อออ อื้อออ" ผมมองหน้าบรูซ หยาดน้ำใสรืนเกาะบนขนตายาวงอน เขากัดปากล่างสกัดเสียงร้อง ข้างในบรูซร้อนผ่าวและคับแคบ แต่มันวิเศษจนแทบบรรยายไม่ได้

ผมแทรกกายเข้าช้าๆ ก่อนจะขยับออก แล้วกดเข้าไปให้ลึกอีกนิด แล้วค่อยขยับออก ช้าๆ กลัวว่าเขาจะเจ็บ ทั้งที่ตัวเองก็ค่อนข้างสุดกลั้นเหมือนกัน บรูซดูทรมานราวกับร่างกายจะฉีกขาด เขากลั้นเสียงร้องเครือในลำคอ จนกระทั่งผมแทรกกายเข้าไปจนสุด รอซักพักให้เขาพยักหน้าอณุญาต จึงค่อยกระทั้นกายหนักขึ้น เร่งจังหวะให้เร็วขึ้นทีละน้อย เมื่อสะโพกบรูซขยับตามจังหวะอันแสนเร่าร้อน

ใต้ร่างผม บรูซแอ่นหน้าอก ร้องครางถี่ มือทั้งสองลูบไล้ขยับเปะปะไปบนแท่นคริสตัลอย่างควบคุมไม่อยู่ สะโพกเขาบิดเร่า เชิญชวน เล่นเอาผมแทบคลั่งเพราะอดใจไม่ไหว ผมเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ มือสองข้างลูบไล้ร่างกายสวยงามนั่น เนื่องจากผมลอยได้เพราะงั้นเลยไม่ต้องใช้แขนทั้งสองช่วยพยุงน้ำหนักเหนือร่างเขา ผมคว้ามือหนึ่งของบรูซมาสัมผัสริมฝีปากดูดดุนนิ้วเรียวยาว มืออีกข้างเลื่อนลงกอบกุมส่วนนั้นของเขา ขยับรูดหยอกเย้าเป็นจังหวะเดียวกับสะโพกที่บดเบียดเข้าหาเขา รู้สึกถึงอุณหภูมิในร่างกายเดือดพล่าน

"ฮะ อะ อื้อออ" เขาร้องครางดังขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ผมก้มมองหน้าท้องของบรูซที่สะท้อนหายใจยามผมกระแทกสะโพกเข้าไปไม่ยั้ง เสียงต่ำครางหนักขึ้น ก่อนจะอ้าปากปลดปล่อยเสียงคราง กับเสียงหอบหายใจแรง ก่อนจะเรียกชื่อผม เมื่อใกล้ถึงจุด

ผมปลดปล่อยในตัวบรูซ หน้าอกของเขากระเพื่อมแอ่นขึ้นแผ่นหลังเกร็งโค้ง ตอดรัดร้อนแรง ก่อนจะปลดปล่อยตาม ของเหลวสีขาวข้นสาดเลอะหน้าท้องเขา ในขณะที่ของผมทิ้งไว้ในร่างกายเซกซี่ตรงหน้า

ผมรั้งฝ่ามือไว้ที่สะโพกเขา ก่อนจะขยับถอนร่างออก บรูซนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปลาบ ปลายนิ้วจิกลงบนผิวผม ก่อนที่ผมจะทิ้งตัวลงนอนข้างเขา บรูซขยับตัวหันหลังให้ผม แอบเห็นว่าหน้าแดงถึงหูแล้วด้วย

ผมดึงเขาเข้ามากอดแนบอก ผมรู้ว่าเขาไม่ชอบใจแหงๆ แต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะดันตัวหนีแน่ๆ เลยปล่อยเลยตามเลย


"เจ็บรึเปล่า" ผมกระซิบ มือยังคงไล้วนลูบอยู่ที่สีข้างบรูซ แต่หมอนี่ปัดมือออกซะงั้น "พอแล้วน่าคลาร์ก ...ฉัน"
ไม่รอให้เขาได้ตอบ ผมลอยตัวหวือบินข้ามตัวเขามาอยู่อีกฝั่ง


"ขอดูหน้าหน่อยสิ" ผมยิ้ม ไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน ที่ได้แกล้งเขา หมอนี่ตอนนี้หน้าแดงสุดๆไปเลย

"ห้ะ คลาร์ก นายยยมัน" เค้าเงื้อมือ เหมือนจะให้ผมรับไว้ แล้วผมก็ทำแบบนั้น ดึงมือเขามาจูบเบาๆ เขาเงียบไป


"หายกันนะ" ผมพูด " ฉันขอโทษ เรื่องห้าปีนั่น เรามาแก้ไอห้าปีที่เสียไปให้มันคุ้มค่าดีกว่า"

ผมยิ้มให้ บรูซกัดปาก ดูเหมือนโกรธแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขายิ้มออกมาแทนคำตอบ

แบทแมนของผม ปากแข็ง แต่ตอนที่ผมหลับโพล่งออกมาหมดเลย อย่างนี้พวกเราจะคืบหน้าทุกทีที่ฉันใกล้ตายรึเปล่าบรูซ

 

----------------

 

 

 

 

Sheck : อ้อคคค ตาย แต่งฉากอย่างเหนื่อย%E

Superman 05 : Just be honest with me

posted on 26 Feb 2008 23:58 by dcdiary  in Superman

 

ผมตบหน้าkon-el แรงจนหน้าหัน ตอนที่รู้เรื่อง
หลายครั้งเหลือเกินในอดีตที่ผมอยากใช้พลังที่มีซัดใครซักคนให้หงายด้วยความโกรธ แต่ผมไม่เคยทำ  ผมไม่ทำ
"เขาบาดเจ็บรึเปล่า" ผมถามย้ำ มือหนาของคอนเนอร์เลื่อนมาแปะที่แก้มข้างที่โดนผมตบ สายตากร้าวมองผมเหมือนโมโห และไม่เข้าใจ
"ก็ไม่ถึงตาย" คำตอบยียวน ผมกำมือแน่นข้างตัวตะลึงกับคำตอบของเขา
"ห้าม ทำร้ายมนุษย์"  เน้นทุกถ้อยคำ
ฟังดูแปลกเมื่อพูดออกมาชัดๆ   ... ห้าม ทำร้ายมนุษย์  คำพูดตัวเองตอกย้ำว่าผมไม่ใช่มนุษย์ ผมไม่ใช่ คอนก็เช่นกัน เราฆ่าคนได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วเขา ... เขาต่อยบรูซ ด้วยความโกรธ !!! พระเจ้าเธอเป็นอะไร Kon-El  
"เธอเป็นแค่เด็กธรรมดาที่บินได้  หรือเธอเป็น superhero kon ? " ผมถามกระชากเสียง
 เขายังคงนิ่ง
"ตอบชั้น" ผมซักด้วยความโมโห  รู้สึกผิดหวังในตัวเขาเหลือเกิน Kon-El   Conner Kent  หรือ Superboy เด็กที่ในอนาคตอาจต้องกลายมาเป็น Superman ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผม  ผมหวังในตัวเขาตอนที่เห็นเขา เชื่อมั่นในตัวเขา ในพลังที่เขามี แต่ตอนนี้ เมื่อคอนเนอร์ยืนอยู่ตรงหน้า ผมกลับเห็นแค่เด็กวัยรุ่นอารมณ์ร้อนที่มีพลังพิเศษกว่าชาวบ้านเท่านั้น
" hero....." เขาตอบเงยหน้ามองผม ตาสีฟ้าแบบเดียวกันกับผมจ้องกลับมา
"ถ้าอย่างนั้นก็อย่าปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจเหนือตัวเองสิ"
"แล้วถ้าเป้นคุณจะทำเหมือนผมมั้ยล่ะ !!!! ถ้าคนที่ตัวเองรักเดือดร้อน คุณจะรีบกระวนกระวายไปหาเค้า หรือจะอยู่นิ่งๆให้เค้าเจอปัญหาและบาดเจ็บล่ะ คลาร์ก"

"ถึงอย่างนั้นก็เหอะมันไม่เกี่ยวกับการทำร้ายคนอื่น คอนเนอร์ " ผมพูดตัดบท "แบทแมนตามแก้แค้นให้พ่อแม่เขาด้วยการฆ่าโจรที่ฆ่าพ่อแม่เขารึเปล่า  ไนท์วิงแก้แค้นให้พ่อแม่เขามั้ย แม้แต่ทิมก็เหอะ" ผมมองไปทางทิม เด็กชายเสียพ่อของเขาไปเมื่อปีก่อน เหมือนกับไซด์คิก คนอื่นๆของบรูซ (ยกเว้น Jason) เขาได้รับโอกาสให้ฆ่าคนที่ฆ่าพ่อเขา แต่ทิมเลือกที่จะไม่ทำมัน
"เราจะใช้อารมณ์ไม่ได้ Kon ไม่ว่าจะถูกรังแกหรือทำร้ายแค่ไหน ต่อให้คนที่เธอรักมากโดนทำร้ายก็เถอะ  เก็บความรู้สึกเอาไว้แล้วทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่นต่างหาทำให้เราเป็น Hero ไม่ใช่พลังวิเศษหรืออะไร"  
 คอนเนอร์ เบือนหน้าหนีผม ผมรู้ว่าเขาไม่ยอมรับมัน แต่ซักวันเขาจะเข้าใจ เราไม่ได้แค่หยุดรถไฟเบรคแตก หรือบินเข้าไปรับอุกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลกด้วยมือเปล่า มันมีมากกว่านั้น เราต้องปิดซ่อนตัวตนที่แท้จริง ต้องโกหกซ้ำๆ ปิดกั้นความรู้สึกที่มีเพื่อปกป้องคนพวกนั้น หลายคนมองพวกเราด้วยความเกลียดชัง หวาดกลัว ระแวงสงสัย ทั้งที่เราเสี่ยงชีวิตปกป้องพวกเขา โลกไม่ได้สวยงามขึ้นซักเท่าไหร่หรอก ต่อให้คุณบินได้ก็เถอะ  มีอีกหลายสิ่งที่คอนเนอร์ต้องเรียนรู้
"เธอมีพลังพิเศษ Kon-El  มีเลือดชั้นครึ่งนึงในตัว แต่อีกครึ่งมาจากเขา .....  หลายคนในสภายุติธรรมไม่ไว้ใจเธอ แบทแมนเองก็ยังสงสัยในตัวเธอ Kon-El  แต่ฉันเชื่อในตัวเธอ อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวัง"
ทิโมธี่ เดรค ยืนหลบอยู่หลังคอนเนอร์ ตาเศร้าๆมองผมอย่างไม่เข้าใจ ผมถอนหายใจ
"แบทแมนรู้รึเปล่าว่าโรบินอยู่ที่นี่"
"แบทแมนจะสนใจอะไร"
"....เธอจะเที่ยวไปเอาคนของคนอื่นกลับบ้านตามอำเภอใจไม่ได้นะ  ฉันจะบอกเขาเอง" ผมพูด เข้าใจความรู้สึกคอนเนอร์ที่อยากจะปกป้องทิมด้วยชีวิต ยังไงซะตอนนี้ทำอะไรที่ฝืนความรู้สึกคอนเนอร์มากไปเขาคงต่อต้านเปล่าๆ
"เอากลับไปคิดให้ดี Kon ที่ฉันพูด"  เขาพยักหน้าตอบรับสั้นๆ  ก่อนจะเดินพาทิมขึ้นห้องไป 

----------------------------------------------------------------------  

หลังจากนั้นผมบินไปกอทแฮมเร็วที่สุด หยุดอยู่เหนือคฤหาสเวย์นลังเลชั่วครู่ที่จะลงไปกดออดให้อัลเฟรดมารับหน้าประตู แต่ก็เปลี่ยนใจคิดว่าอัลเฟรดคงปฏิเสธไม่ให้ผมพบเขาอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากสิ่งที่ Superboy เพิ่งทำกับนายของเขา
แม้จะเสียมารยาทแต่ผมก็เลือกที่จะบินตรงไปยังชั้นสี่ ที่ห้องของบรูซ ผมพลักหน้าต่างเข้าไปอย่างง่ายดาย มันไม่ได้ล้อค บรูซหลับอยู่บนเตียงคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแม้ในยามหลับ ผมสำรวจเขา แก้มซ้ายบวมช้ำ ห้อเลือด ตาเปนสีม่วงเข้มๆ ดูแย่เอามากๆ ผมใช้สายตาเอกซ์เรย์มองร่างใต้ผ้าห่ม สำรวจว่าไม่มีกระดูกตรงไหนร้าวหรือ หัก  ผมถอนหายใจด้วยความโล่งใจ พอดีกับที่บรูซลืมตาขึ้นเห็นผม เขาดูตกตะลึง แต่ก็ปิดซ่อนอาการนั่นอย่างรวดเร็ว

"ให้ตาย พวกนายรู้จักเข้าทางประตูบ้างไหมนี่ ทั้งนาย ทั้ง superboy "   เขาพูดก่อนจะลืมตาหันหน้ามามองผม ใบหน้าซีดเซียว บรูซดูโทรมและเหนื่อยล้า ตาข้างที่โดนต่อยแทบลืมไม่ขึ้นด้วยซ้ำ 

"ก็คงใช้ประตู ถ้าคนบ้านนี้รู้จักเปิดรับคนอื่นซะบ้าง"  ผมตอบทิ้งตัวลงบนเตียงข้างเขา รู้ดีว่ามันเป็นการแสดงถึงการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของเขา  รอบตัวบรูซเหมือนมีกำแพงใสๆที่มองไม่เห็นคอยกันคนอื่นออกไป บอกให้อย่าเข้าใกล้เขาเกินพอดี แต่ผมไม่สนใจ ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่หลังจากไม่ได้เจอหน้าเขามานานขนาดนี้

"ฉันขอโทษเรื่อง คอนเนอร์" ผมพูด เขายกมือชึ้นเป็นเชิงบอกว่าอย่าพูดถึงมัน ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่ง ผ้าห่มสีขาวหลุดเลื่อนจากไหล่ลงมากองอยู่ช่วงเอวเผยให้เห็นแผ่นอก กับร่องรอยที่ทำให้ผมอ้าปากค้างจ้องมองเหมือนไม่เคยเหนบรูซมาก่อน มีรอยมากมายบนตัวบรูซ รอยสีแดงช้ำเป็นจ้ำๆ  ตามลำคอ  ไหล่ แผ่นอก เรื่อยลงไปจนถึงหน้าท้อง แถมยังมีรอยมือเขียวช้ำที่แขนเขา บอกว่าคู่กรณีของบรูซคราวนี้ไม่ใช่สาวไฮโซร่างบางแน่นอน  ผมไม่ใช่เด็กๆที่จะไม่รู้จักรอยแบบนี้ ความขุ่นเคืองที่ไม่รู้ที่มา กับความรู้สึกชาวาบที่ปลายนิ้วเมื่อเห็นสภาพบรูซตรงหน้า ผมรู้สึกหงุดหงิดบอกไม่ถูก ภาพบรูซกับใครคนอื่น .....ผู้ชาย

... บ้าฉิบที่ว่าหายตัวไปน่ะไปทำอะไรมาหยั่งงั้นเหรอ

"นั่น" ผมชี้ไปที่รอยที่คอเขา เขาตกใจยกมือปิดรอยนั่นอย่างเปล่าประโยชน์ ก็ทั้งตัวเขามีแต่รอยจูบเต็มไปหมด

บรูซไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาใส่ จังหวะที่ลุกขึ้นบรูซเซ ผมปราดเข้าไปจะรับเขา แต่ก็ชักมือกลับเมื่อเห็นรอยจูบอีกรอยที่ต้นคอ  บรูซมองหน้าผม แวบหนึ่งผมว่าผมเห็นแววบางอย่างในตาคู่นั้น ก่อนจะหายไปกลับเป็นดวงตาสีฟ้าเย็นชาดังเดิม

"ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย มีคนพยายามจะ..." เขาพูดจงใจหลีกเลี่ยงสิ่งที่ผมสังเกตเห็น

"ฉันถามว่านั่นอะไร" ผมรุกต่อ ขยับไปยืนตรงหน้าเขา ขวางทางเขาระหว่างที่แคบๆ ข้างเตียงกับโต๊ะวางโคมไฟ จ้องมองบรูซให้ชัดๆ เขาจ้องกลับไม่มีแม้แต่หลบตา

"ไม่ใช่เรื่องของนาย" เขาตอบ พลักผมออก แต่ผมไม่ยอมให้ไม่ใช่คราวนี้

"ถอยไปคลาร์ก"

"ยอมเรียกชื่อฉันแล้วเหรอไง"

"ซุปเปอร์แมน"

"อย่ามาซุปเปอร์แมนกับฉัน  นายสภาพแบบนี้เป็นแบทแมนไม่ได้หรอก" บรูซที่ไม่มีหน้ากากแบทแมน แถมยังดูอ่อนแอ ดูเป็นคน....ธรรมดา ....

ผมชี้ที่รอยบนอกเขา "จอห์นบอกฉันว่านายอาจจะกำลังทำงานชิ้นสำคัญมากๆอยู่ ฉันยอมถอยให้นาย นายบอกไม่ให้ยุ่งฉันก็ไม่ยุ่ง ปล่อยให้นายอยู่คนเดียว แล้วดูสภาพนาย หายไป ? มัวไปทำอะไรอยู่ล่ะ"

ริมฝีปากบรูซเม้มเรียบ เขากัดปากตัวเอง

"ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของนายไง" เขาขึ้นเสียง แก้มแดงเรื่อขึ้นมา ด้วยความโกรธ เขาดูโมโหมากๆ แต่ผมเองก็โมโหเหมือนกัน รู้สึกเหมือนโดนหักหลัง ทั้งที่ไม่เข้าใจอะไรซักอย่าง ไม่รู้อะไรซักอย่าง เขากันผมออกจากชีวิตของเขา มาตลอดตั้งแต่ผมกลับมา เหมือนว่าก่อนหน้าห้าปีนั่นไม่มีความหมายอะไร เราไม่เคยสนิทกัน ไม่รู้จักกัน จะบอกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานงั้นสินะ ?

 ผมดันตัวบรูซไปติดกำแพง แทบไม่ได้ใช้กำลังอะไรเลย เขาไม่ได้ขัดขืนซักนิด เพียงแต่แววตาต่อต้านมองผมด้วยความโมโห เหมือนมีเปลวไฟสีน้ำเงินเต้นไหวอยู่หลังตาคู่นั้น บรูซเฉยชาอย่างไม่มีเหตุผลหลังจากผมกลับมา นั่นทำให้ผมโมโหอยู่ไม่น้อย  ดังนั้นตอนนี้ยิ่งทำให้เขาแสดงอารมณ์มากขึ้นเท่าไหร่ ผมยิงรู้สึกพอใจมากขึ้นเท่านั้น

"ถอย"

"ไม่" ผมตอบ ขยับเข้าใกล้กว่าเดิม จนแทบไม่มีที่ว่างระหว่างเรา บรูซเงื้อหมัดจะต่อยผม แต่ผมคว้าข้อมือเขาไว้ รู้ดีว่าเขาจะทำตัวเองเจ็บตัวเปล่าๆ


"นายบอกฉันว่าอย่ายุ่งกับนายอีก แต่แบบนี้คงยากแล้วหล่ะ" พูดจบผมก้มลงจูบเขาฉับพลัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร  รู้สึกตกใจกับสิงที่ตัวเองทำ แต่ไม่รู้สึกว่ามันผิดซักนิด ก็ทีเขา ... ทีเขายัง ...

   เสียงหัวใจบรูซเต้นแรงเร็ว ดังเหมือนรัวกลอง เขาครางประท้วง พยายามพลักผมออกทั้งที่รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ ผมสอดลิ้นเข้าไปในปากนั่นอย่างถือดี โอบแขนรอบเอวเขาดึงเข้าหาตัวก่อนจะลากฝ่ามือลูบหลังเขา บางอย่างในตัวผมตื่นขึ้น คนตรงหน้าทำให้ผมโมโห อยากเอาชนะ .... อยาก .....   

เรื่องที่สอนคอนเนอร์เมื่อเช้าหายไปจากหัวเมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนของเขาจูบตอบกลับมา  ริมฝีปากบรูซอ่อนนุ่ม ไม่น่าเชื่อ ว่าชายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสุดยอดฮีโร่ที่แข็งแกร่งที่สุดของ Justice League มือที่พลักผมเปลี่ยนมาโอบรอบคอ ตามอารมณ์ที่เริ่มก่อตัว  ผมเลื่อนมือไล้ลงมาตามแนวสันหลัง ลูบขึ้นลงตามจังหวะร้อนที่เพิ่มพูน มืออีกข้างลูบไล้สะโพกบรูซผ่านกางเกงผ้าเนื้อบาง "อยะ  หยุดนะ"

ไม่ฟังคำร้องขอของเขา ผมเลื่อนมือขยับตรงเข้าสัมผัสส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของเขา "ห้ะ"  เขาชะงักทันทีก่อนจะดิ้นหนีถอนริมฝีปากจากปากผม 

"คลาร์ก....." เขาพลักผมออก  "คลาร์ก !!!!!!" เสียงเขาเรียกสติผมกลับมา  บรูซหอบหายใจดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ และไม่เข้าใจ ผมถอยออกมองหน้าเขา ตกใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ ผมรีบปล่อยมือจากเขา ผละออก อย่างรวดเร็ว ขยับไปยืนด้านข้าง

"นั่นมัน ... ฉัน" ผมพยายามจะพูดแต่ไม่รู้จะพูดอะไร คำพูดเหมือนถูกดูดออกจากลำคอ เหมือนในโลกนี้ไม่มีเรื่องจะพูดอีกต่อไป ทั้งที่ผมอยากพูดกับเขาเป็นล้านเรื่อง เรานิ่งเงียบกันอยู่อย่างงั้น บรูซยืนพิงกำแพงซักครู่ ก่อนจะขยับตัว เดินผ่านผมไปหยิบผ้าเช็ดตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระเจ้า ผมอยากจะไหว้เขาในฐานะปรมาจารย์ด้านการเก็บอารมณ์ ผมอยากจะตะโกนใส่เขาให้หันมาพูดอะไรซักอย่างเกี่ยวกับเมื่อกี้ แต่พบว่าตัวเองไร้คำพูดใดๆทั้งสิ้น

"ฉันต้องเตือนนาย มีคนพยายามจะทำร้ายนาย อาจจะลงมือเร็วๆนี้" บรูซพูดออกมา จบช่วงเวลาลังเล อึดอัด ว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดีแล้ว

"ใคร? "

"เจสัน ทอดด์" คำตอบนั้นทำให้ผมมึนงงซักครู่ เจสันกลับมาแล้ว เจสันอยากปกครองกอทแฮม อดีตโรบินล้างเมืองด้วยการฆ่าเรียบอาชญากรไม่ไว้หน้า (อยากส่งหมอนี่ไปอย่กับ Justice Lordชะมัด) แต่นั่นมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ

"ทำไมเป็นฉันล่ะ ? " 

"............ฉันไม่รู้" บางอย่างไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงนั้น บรูซรู้อะไรบางอย่างแต่เขาไม่บอกผม เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยแบบนี้ซักที

"นายไม่รู้" .... ผมทวนคำเขา แต่บรูซไม่พูดอะไร

"....นายควรระวังตัว เจสันฝีมือไม่ธรรมดา"  เขาพูดต่อ แหง ไม่ธรรมดาแน่ ถูกฝึกโดยแบทแมน และไนท์วิงอัจฉริยะด้านการต่อสู้ป้องกันตัว  บรูซสอนทุกอย่างที่จำเป็นในการต่อสู้ให้เจสัน สอนทุกอย่าง ยกเว้นวิธีการควบคุมอารมณ์

"เขามีคริปโตไนท์?" ผมถาม คำถามโง่ๆ คริปโตไนท์เกลื่อนตลาด ไอโง่ที่ไหนก็หามาใช้ได้

  บรูซพยักหน้าตอบคำถามผม "ฉันต้องสืบอีกซักพักถึงจะรู้ว่าเขาจะลงมือเมื่อไหร่ ยังไง ระหว่างนี้ นายคอยระวังตัวไว้แล้วกัน" 

"อืม" ผมตอบสั้น ๆ  บรูซเดินไปทางห้องน้ำ เป็นสัญญาณให้ผมไปได้แล้ว  ... ตัดกันง่ายๆแบบนี้ เขาล่ะ

"เฮ้ " ผมเรียกก่อนจะโยนบางอย่างให้เขา เขารับมันไว้ในมือ เงยหน้ามองผมอย่างสงสัย  " Happy Birthday ย้อนหลัง"

บรูซเปิดกล่องเล็กๆในมือเขา หยิบเอาผลึกหินสีเงินออกมาจากกล่อง ผลึกสีรูปพระจันทร์เสี้ยวมีเชือกร้อยอยู่ เขาเลิกคิ้วมองมันเหมือนไม่เข้าใจ

"ได้มาตอนเดินทางไปรอบอวกาศนั่นแหล่ะ คิดว่าคงมีประโยชน์กับนาย" ผมพูด ก่อนจะบินออกทางหน้าต่างทางที่มา บรูซพูดขอบใจไล่หลังตามมา เบาๆ แค่พอให้หูที่ไวกว่ามนุษย์ทั่วไปได้ยิน

 ผมบินกลับเมโทรโปลิส ตลอดทาง คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องบรูซ ผมอยากคุยกับเขาให้รู้เรื่อง ไม่ใช่จากมาเฉยๆ แบบนี้ เกลียดที่สุดที่ต้องปล่อยให้อะไรมันค้างคา ทว่าเมื่อบรูซไม่เริ่ม ผมกลับพบว่าตัวเองพูดอะไรไม่ออก บางทีอาจเป็นเพราะในใจผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมคิดยังไงกันแน่กับเรื่องนี้   ผมเคยคิดว่าอยากให้เรากลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม เหมือนเมื่อตอนก่อนผมจะออกเดินทาง แต่ตอนนี้ผมรู้ชัดว่าผมไม่ได้ต้องการแค่นั้น ....

 ============================

 

Sheck : ย้ากกกกกกกกกกกกกกกซ์  ป๋าเฮีย เจอกันแล้วเว้ยยยยยยยยยยยยยย  กรั้ก ตอนแรกก่ะยืดเรื่อง แต่ทำให้มันกระชับเข้าจะดีกว่า รวบรัดเกินไปเข้าไม่ถึงอรมณ์ยังไงก็ขอโทษด้วยนะ T_T เราแต่งคนเผชิญหน้ากันไม่เก่งง่ะ ทั้งที่ก่ะว่า เจอกันอีกครั้งมันต้อง สุดๆไปเลย แต่กลับ งึมงัม งัมงัม กันทั้งคู่ซะได้  ชักช้ากว่าคู่เด็กซะอีก ฮ่าๆ งืมมมแต่คิดว่าอารมณ์ คงประมาณนี้แหล่ะนะ  อาทิตย์นี้ ทั้งอาทิตย์ เรื่องแอบเข้มข้น ฮ่าๆ รอ slade ก่ะ ป๋า มาต่อนะยะ

 

 

Superman 04 : Beat

posted on 09 Feb 2008 01:37 by dcdiary  in Superman

 

 

ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำแบบนั้น   
ดึงเขาเข้ามาในอ้อมแขน แผ่นหลังของเล็กซ์ร้อนแนบกับอกผม
ได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นดัง  เสียงหัวใจเล็กซ์เป็นทำนองอีกแบบ  ทำนองที่ผมลืมไปหมดแล้ว......

ลืมไปแล้วว่าเราเคยใกล้กันมากขนาดไหน เลกซ์ ลูธอร์ กับ คลาร์ก เคนท์

ตอนนั้นมีหลายครั้งเหลือเกินที่ผมเกือบจะบอกความลับทุกอย่างของผมให้เขาฟัง แต่ทั้ง จอร์เอล (พ่อแท้ๆของผม) ทั้ง พ่อ ก็ห้ามไว้ ผมจำได้ว่าทะเลาะกับพ่อหลายครั้งเหลือเกินเรื่องเล็กซ์ ผมปกป้องเขา บอกทุกคนว่าที่จริงแล้วเล็กซ์เป็นคนดี ทั้งที่ความจริงลึกๆแล้วผมรู้ว่าเล็กซ์อันตรายเกินไป เขามีด้านมืดมากเกินไป ความกระหายต้องการความรู้ไม่จบสิ้น ความต้องการอำนาจและความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะพ่อของเขา  ทำให้ผมต้องใคร่ครวญเรื่องความลับนี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายผมก็เลือกที่จะตัดเขาออกจากกลุ่มคนที่รู้ความลับของผม

'มีด้านมืดในตัวฉัน คลาร์ก ความมืดที่ฉันควบคุมมันไม่ได้ เหมือนคำสาปประจำตัว แต่นาย คลาร์กเคนท์ มิตรภาพของนาย ช่วยกันมันออกไป'

เขาเคยพูด นานมาแล้ว ในโรงนาที่นี่ และผมหวังเหลือเกินว่าจะช่วยเขาได้ แต่ในท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่ความพยายามที่เหนื่อยเปล่า ผมยอมแพ้ เล็กซ์ก็เช่นกัน เขายอมแพ้ให้กับด้านมืดของตัวเอง  ความลับมากมาย คำโกหกทุกๆวัน เราสองคนเหนื่อยเกินไปกับเกมนี้ จนสุดท้ายก็ต้องจบแบบไม่เป็นท่า ผมโกรธเขาที่โกหก ทั้งๆที่ผมเองก็โกหกเขาอยู่ตลอดเวลา ตลกดี  ทั้งที่เขาเป็นคนเดียวที่เข้าใกล้ผมมากที่สุดตอนที่อยู่ที่สมอลวิลล์  ไม่ใช่ ลาน่า แลงค์ ไม่ใช่ โคลอี้ ซัลลิแวน ไม่ใช่ แม้แต่ มาธาร์ หรือ โจนาธาน เคนท์ แต่เป็นเขา เล็กซ์

ผมถอนหายใจ ให้กับอดีตที่ไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม

ต้องเริ่มงานซักที ในฐานะนักข่าว ไม่ใช่การแก้ข่าวแต่เป็นความจริง ผมเปิดเทปอัด กรอมันฟังซ้ำอีกรอบ ก่อนจะเริ่มต้นสรุปความและเขียน ความจริง  ต้องยอมรับผมเองคนนึงที่ไม่พอใจที่เขาได้เป็น ประธานาธิบดี อย่างที่บอก เล็กซ์มีด้านมืดมากเกินไป เขาอาจจะทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวมอย่างที่เขาโฆษณาไว้ แต่วิธีการนั้นผิด เขาทุ่มทุนมหาศาลพัฒนาวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อทำให้มนุษย์ธรรมดาๆ อยู่ยงคงกระพัน ไม่รวมเงินภาษีส่วนใหญ่ที่ทุ่มให้แคดมัสคิดหาหนทางป้องกันโลกจากมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งในที่นี่หมายถึงผมคนเดียว)  แต่เขามองข้ามเรื่องอย่างการช่วยเหลือเด็กยากแค้น หรือแม้แต่ผู้ประสพภัยจากพายุทอร์นาโด  เลกซ์ทะเยอทะยานเกินไป แล้วเขาก็ไม่แคร์ที่จะเหยียบหัวคนหรือทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เขาต้องการ .... ให้ตายสิ ดีที่เขาไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงผลงานระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ไม่งั้นผมคงได้ร่ายยาว บทความโจมตีเพื่อนของผมแน่

ในทางกลับกันเรื่องที่เขียนอยู่เป็นแค่สัมภาษณ์ชีวิตตอนที่เขาอยู่สมอลวิลล์ กับผมในฐานะเพื่อน ...  ผมนั่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่เขามาพักผ่อนที่สมอลล์วิล ระหว่างที่เกิดข่าว และเขียนออกมาว่ามันน่าขำแค่ไหนที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวแบบนั้น ... ทั้งที่จริงๆแล้วผมรู้ว่าเขาไม่ได้ขำไปกับมันเลย วินาทีที่ผมรับเชาไว้ในอ้อมแขน เสียงหัวใจเขาดังลั่นเต้นรัวเหมือนกลองชุด ......   

สามทุ่มสิบสี่นาที ไม่นานหลัง ผมส่งบทความทางอินเตอร์เนทให้ เพอรี่ ไวท์ บก. เดลี่เพลเน็ทเพื่อ ตีพิมพ์มันในเช้าวันรุ่งขึ้น จอห์นก็ติดต่อมาทางโทรจิต

' จอห์น โจห์น เรียก ซุปเปอร์แมน บราเธอร์บลัดใน บลัดฮาร์เวน กำลังโจมตีเมือง'
..... บลัด ฮาร์เวน ? ที่นั่นใกล้กอทแฮมแค่ไม่กี่ไมล์
'แล้วแบทแมนละ ?' ผมถาม
'ติดต่อไม่ได้' เขาตอบ  ..... ติดต่อไม่ได้ ? ด้วยโทรจิต ไม่มีทางที่จอห์นจะติดต่อใครไม่ได้
'หมายความว่ายังไงที่คุณติดต่อเขาไมได้'
'เขาปิดใจตัวเอง ซุปเปอร์แมน อาจจะกำลังทำอะไรสำคัญมากๆ ผมไม่รู้ แต่เขาก็เป็นแบบนี้เสมอไม่ใช่เหรอไง' จอห์นตอบ 'ผมให้แฟลชล่วงหน้าไปก่อน แลนเทอรฺนจะตามไปสมทบที่หลัง'
เขาพูดแค่นั้น ก่อนจะตัดไป ถูกของจอห์น บรูซเป็นแบบนี้เสมอ บ่อยครั้งที่เขามักออกเดินทางไกลๆ แล้วปิดจิตตัวเองไม่ให้ใครหาพบ ,,,, ถึงจะเป็นแค่คนธรรมดาแต่เขาก็มีวิธีสารพัดในการหายตัว ถ้าไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย

ผมไปถึงบลัดฮาร์เวนในอีกหนึ่งนาทีต่อมา พวกเอาไซเดอร์อยู่ที่นั่นก่อนพวกเราซะอีก การต่อสู้ไม่ได้ยากลำบากอะไรอันที่จริง ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แฟลชมองหน้าผมประมาณว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่ เมื่อไนท์วิง  เกรซ กับ เรด แอรโรว์  สามารถจัดการพวกนั้นได้ในสิบห้านาที  ให้ตายเด็กพวกนี้ทำงานเข้าขากันเป็นบ้าและดูเหมือนจะเก่งกว่าพวกเราตอนที่เริ่มงานใหม่ๆซะอีก  กรีนแลนเทิร์น  ไคล์ เรย์เนอร์ ตามมาที่หลัง เขาแค่ตามมาช่วยเก็บกวาดซากการทำลายล้างย่อยๆ ในเมืองให้เข้าที่ ก่อนจะบ่นอุบ ที่ถูกตามตัวกระทันหันทั้งที่อยู่ในโรงหนัง แฟลชก็ด้วยดูเหมือนเขากำลังยุ่งกับงานที่ต้องส่งเร็วๆนี้ ถึงจะเป็นฮีโร่ แต่ก็ต้องใช้ชีวิตนี่นะ ผมถอนหายใจ กำลังจะกลับ พอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นไนท์วิงกำลังยืนคุยกับ เรดแอโรว์  ผมอยากถามดิ๊กเกี่ยวกับบรูซ คิดว่าหากบรูซมีภารกิจอะไรที่สำคัญจริงๆ ดิ๊กน่าจะบอกได้ แต่ก็เปลี่ยนใจ ........  คิดถึงคำพูดกับสายตาของบรูซวันนั้นแล้ว ผมพูดไม่ออก ... บางทีการรอคอยอาจจะดีที่สุดในตอนนี้ ดิ้กหันมาเห็นผมเขาโบกมือทักทาย ก่อนจะหันกลับไปคุยกับรอยต่อ

คืนนั้น ขากลับผมบินผ่านกอทแฮม พยายามอย่างหนักที่จะไม่ใช้สายตาเอกซ์เรย์มองหาเขา ถ้าบรูซไม่อยากเจอผม ผมก็จะทำตามที่เขาต้องการ แต่ขอแค่ชั่วครู่ แค่แป้ปเดียวให้ผมได้รู้สึกถึงเขา

 ผมลอยตัวนิ่งๆ เหนือกอทแฮม หลับตา ตั้งใจฟังเสียง แค่เสียงเดียว  ผมเคยบอกรึเปล่า เสียงหัวใจของบรูซเป็นเสียงที่ต่างจากคนอื่น มันเป็นเหมือนเสียงดนตรีสำหรับผม ไม่ว่าบรูซจะอยู่ที่ไหนผมสามารถหาเขาพบได้เสมอ ไม่มีที่ไหนบนโลกที่ผมจะหาเขาไม่เจอ  เสียงเต้นตุบๆ เป็นจังหวะสามารถกลบเสียงอื่นๆอย่างน่าอัศจรรย์ ..... บรูซยังอยู่ในกอทแฮม ที่ไหนซักแห่งข้างล่างนี่ ....  เสียงหัวใจเขาเต้นแรง อาจจะแรงกว่าปกตินิดหน่อย แต่ก็ดูเหมือนจะปกติดี และไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากผม .... ทางที่ดีผมควรจะอยู่ห่างจากเขาแล้วรอสินะ

----------------------------------

Sheck :  โย่ววว ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าทีแล้ววเว้ยยย ดีใจ อิอิ ค่อยสมกับเป็นฮีโร่ชึ้นมาหน่อย แอบใส่ รอย ก่ะ กรีนแลนเทอน เข้ามา ปูเรื่องไว้ เผื่อมีใครอยากเล่นคนหล่อ (ข่าวว่าจะอัพ รอย แต่แอบขี้เกียจ ฮ่าๆ ไนท์วิงรอก่อนนะจ้ะ ยืนคุยกันไปก่อนนะ)  อัพสามคนแล้วเหนื่อยเนาะ กรั้กๆ แต่ตั้งใจเล่น เฮียสุดและ ,,>_<,, หล่อ อิอั้ง

 

 

Superman 03: Lex Luthor

posted on 16 Jan 2008 21:53 by dcdiary  in Superman

 

ผมไม่รู้ว่าจะหัวเราะออกมาหรือร้องไห้ดี เมื่อคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตหาวิธีทำให้ผมตาย ถามผมว่า

ผมเป็นอะไรรึเปล่า ผมดูเศร้าๆ ไป

ผมดูเศร้าขนาดนั้นเชียว? แม้แต่ Lois ยังไม่สังเกตุเห็นแืื้ท้ๆ ขนาดผมหนีออกจากที่ทำงาน ขอพักร้อน แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ไม่มีใครถามซักคนว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ตลกดี ผมในฐานะคลาร์ก เคนท์ ต่อให้หายตัวไปตลอดกาล ก็คงไม่มีใครสังเกตุเห็นหรือใส่ใจ ช่างต่างกับ superman ลิบลับ

แต่ Lex กลับมองออก .....คิ้วเขาขมวดมองหน้าผม แบบที่เคยทำเมื่อสมัยก่อน เวลาสงสัยบางอย่างอย่างจริงจัง

สำหรับ Superman Lex Luthor อาจเป็นศัตร์ตัวฉกาจ แต่กับ Clark Kent เขาเป็นเพื่อนสนิท เป็นพี่น้อง เป็นคนรัก เป็นคนสำคัญที่สุด ที่คลาร์ก เคยมี แต่นั่นมันผ่านมานานหลายปีเหลือเกิน จากที่เขาำจำความได้ เขากับเล็กซ์ เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว

Clark Kent กับ Lex ตอนนี้แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ไม่มีเลย ประธานาธิบดี คนสำคัญของประเทศ กับนักข่าวหางแถวอย่างผม ( ผมสังเกตด้วยดวงตา x-ray ว่าเขามีผู้ติดตามกับบอร์ดี้การ์ด อยู่แถวนี้ เจ็ดคน ทั้งหมด แอบซ่อนกายอยู่ตามที่ต่างๆ คอยระวังภัยให้ เชื่อเขาเลย... )

------------

"ฉันอ่านบทความของนายด้วย" เขาพูดใน The Talon อดีตร้านกาแฟ ที่ตอนนี้ผันสภาพมาเป็นร้านอาหาร คนทั้งร้านหันมามองเราเป็นตาเดียวกัน เมื่อ Lex ก้าวขาเข้ามาในร้าน ตอนแรกผมคิดว่าเขามองผม แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าผมมากับใคร

Lex โค้งก่อนจะโบกมือให้ทุกคนแล้วตรงไปที่โต้ะอาหาร อย่างเป็นธรรมชาติ ผมนับถือเขาเรื่องการวางตัว เขารู้วิธีทำให้คนชอบ ได้ไม่ยาก

"นายอ่านด้วยเหรอ มันแทบไม่มีอะไรเลย" ผมแย้ง แต่เขาส่ายหน้า

"มันยอดมาก เรื่องข้อพิพาทในแอฟริกาใต้นั่น ฉํนนับถือนาย เหมือนนายไปอยู่ที่นั่นจริงๆเลยรู้มั้ย" เขาพูด (ไม่ผิดหรอก เพราะผมบินไปทำข่าวที่นั่นจริงๆ superman ยืนอยู่กลางสนามรบที่้ร้อนเป็นไฟ)

"เป็นเกียรติมาก ที่ได้ร่วมโต้ะ กับท่าน ท่านประธานาธิบดี" ผมพูดโค้งตัว ให้เขา ก่อนจะผายมือ เชิญให้เขานั่งที่โต้ะอาหาร ด้วยน้ำเสียงล้อเล่น เขาหัวเราะตบไหล่ผม ก่อนจะนั่งลง "ไม่เอาน่า เลิกล้อเล่นซักที เราต่างก็รู้ดีว่าฉันก็เป็นฉันคนเดิมนั่นแหล่ะ"

"ฉันก็ไม่อยากให้อะไรมันไม่เหมือนเดิมหรอกเลฺ็กซ์" ผมตอบ ด้วยความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างเต็มเปี่ยม Lex Luthor คนที่ผมเคยรู้จักอย่างงั้นหรือ ..... ในตัวชายที่อยู่ต่อหน้าผมตอนนี้ มีซักเศษเสี้ยวหนึ่งไหมที่เหมือนเดิม ช่วงเวลาใน smallville ที่อยู่ด้วยกัน Lex เปลี่ยนไปทีละน้อย แถม Lex ที่ยืนต่อหน้า Superman อย่างท้าทายกับความเกลียดชังรุนแรงนั่น ผมไม่รู้จักมันเอาซะเลย .....

ความคิดดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกแย่ขึ้นมาอีก โต้ะอาหารที่ควรจะสนุกเหมือนการพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมาสิบปี กลับเงียบงันลงไปอีกครั้ง Lex ถามอีกครั้งว่าผมเป็นอะไรรึเปล่า แต่ผมปฏิเสธที่จะตอบ เขาเลยดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที (ทีไอนิสัยที่เวลาไม่ได้ดั่งใจแล้วจะหงุดหงิดทันทีเนี่ยไม่เปลี่ยนไปเลยนะ)

"งั้น ชั้นกลับละ" เขาพูดท่าทีโมโห เขาคว้าโทรศัพท์มือถือ ขึ้นมากดโทรเรียกคนมารับ ก่อนจะทิ้งแบงค์ดอลล์ ปึกนึงบนโต้ะ ลุกขึ้นพรวดพราด

"เล็กซ์" ผมเรียก แต่เขาไม่ฟัง ชายหนุ่มลุกขึ้นพรวดพราด คนทั้งร้านหันมามองเราเป็นตาเดียว ผมรู้สึกรำคาญ เลยเอื้อมมือ คว้าแขนเขา ไม่ให้เดินหนีไปดื้อๆ แต่เหมือนจะรุนแรงไปหน่อย ชายหนุ่มถึงได้ถลาตัวเกือบล้มลง ดีที่ผมคว้าเอวเขาไว้ได้ทัน อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เล็กซ์ เลยอยู่ในอ้อมแขนผมอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าเราอยูี่่ห่างกันแค่นิ้วเดียวเท่านั้น เล็กซ์หน้าแดงก่อนจะพลัีกผมออก

"ปล่อย" เขาพูด

"ไม่เอาน่าฉัน ขอโทษ โอเคมั้ย อยู่ต่อเถอะ " ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันถึงได้ทำแบบนัั้น อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิด ที่ผมพลักไส ความหวังดีของเขาด้วย ท่าทีเย็นชา ก่อน ก็เป็นได้

เขาหันมาขมวดคิ้วมองผม "ก็ได้ แต่ฉันต้องกลับแล้วจริงๆ เฮลิคอปเตอร์มารับแล้ว " เมื่อพูดจบผมถึงได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ ดังลั่นอยู่หน้าร้าน อันที่จริงผมได้ยินมันไกลเป็นไมล์แล้ว แต่ลืมไปแล้วว่าเล็กซ์ เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์เป็นปกติ ถึงไม่ได้สังเกตมัน

"อ่อ " ผมตอบ ไม่รู้จะว่ายังไง "ถ้างั้น แล้วเราค่อย ...."

"มากับฉัน" เขาพูด ผมถลึงตามอง แทบไม่เชื่อคำที่ได้ยิน "ห้ะ "

"หูหนวกรึไง สมอลวิลล์ มากับฉัน กลับไปไวท์เฮาส์ด้วยกัน ฉันติดหนี้เลี้ยงเหล้านาย เมื่อชาติก่อนจำได้มั้ย" เขาพูด ผมนิ่งเงียบ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ ถึงพนัีนโง่ๆ นานมากแล้ว ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าจะดื่มเหล้า แต่เล็กซ์คะยั้นคะยอให้ดื่ม ผมบอกไปว่า รอให้นายได้เป็นประธานาธิบดีก่อนเหอะแล้วค่อยไปบอกพ่อฉันเรื่องกฎหมายเลี้ยงเหล้าเด็กอายุสิบหก

"ว่าแต่ฉันต้องไปขอพ่อนายให้มั้ยนี่ ? " เขาถามขึ้น และผมหัวเราะ ....

"เพิ่งจะเห็นนายยิ้มได้นะ ....."

-------------------

คืนนั้นผมนอนค้างที่ ไวท์ เฮาส์ เรา ดื่มกันจนเกือบเช้า

ท่านประธานาธิบดี เมา หัวทิ่ม เอาแต่พล่ามถึงความชั่วร้ายของ Superman (ซึ่งผมได้แต่เออออไปตามน้ำ จะเกลียดอะไรผมนักหนากันนะ ผมถามนะใช่ว่าผมไม่ถาม ว่าทำไมเขาถึงเกลียด Superman นัก แต่ Lex กลับตอบแค่ว่า ผมไม่เข้าใจหรอก ไม่มีใครเข้าใจ ..... เอากับเขาสิ) อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าเขารู้ความจริงว่าผมเป็นใคร จะเกิดอะไรขึ้น เล็กซ์ืจะเกลียดClark Kentเหมือนที่เกลียด superman รึเปล่า ?

เช้าวันถัดมาผมตื่นขึ้นบนโซฟา หรู มีเล็กซ์ นอนอยู่บนพื้นไม่ไกล เขาตอนหลับดูไม่ีมีพิษไม่มีภัย แม้แต่น้อย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่เป็น คนที่จ้างคนยิงผมด้วย คริปโตไนท์ ไม่ต่ำกว่า สิบครั้งในรอบปีนี้ (และนี่ก็เพิ่งเดือนมกราเท่านั้น) ให้ิตายเถอะ ผมเกลียดเขาไม่ลงจริงๆ ผมเอื่้อมมือ ลูบศรีษะโล้นเลี่ยนนั่นเบาๆ อุั้้มเขาไปนอนที่เตียง ห่มผ้า บอกลาเขา ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้อง ออกจากที่พักสุดหรู อย่างเงียบเชียบ

-------------------------------

 

หลังจากนั้น ชั่วโมงกว่า หลังจากที่ออกจากไวท์เฮาส์ ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าทุกสายตามองแปลกๆ เลยหนีเข้า Starbuck หากาแฟกินตอนเช้า แต่เมื่อเปิด หนังสือพิมพ์ คู่แข่งเพื่อ อัพเดท ข่าวก็พบภาพตัวเอง เอนตัวกอดเอว ท่านประธานาธิบดี แถมทำท่าเหมือนจะจูบกันลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ..... พร้อมพาดหัวข่าววาบหวามสร้างความเสียหายให้อีกฝ่าย ทีเ่ห็นได้ชัดว่าเป็นการใส่ไฟ ผมก็แค่รับ Lex ที่จะล้มเองนะเว้ย -_-;; หลังจากนั้นพอเปิดมือถือ Perry Jimmy Lois กับคนทั้ง Daily Planet ก็โทรจิกตัวผมกันให้ขวัก เรียกผมไปอธิบายข่าวด่วน .... บ้าชะมัด ผมพักร้อนอยู่นะ พอคิดได้ดังนั้นเลยปิดมือถือ ขยำมันทิ้ง ก่อนจะเดินออกจากร้านกาแฟ บินกลับ Smallville อย่างรวดเร็ว ....(สุดท้ายที่นี่ก็กลายเป็นที่กบดานของผมเวลามีปัญหาจนได้)

-------------------------------

 

จบตอน ..... กรั้ก ยาวมาก ขอโทษคะ  (เขียนป๋าเฮียไม่เห็นยาวขนาดนี้ 555 )

ขอโทษแฟน SuperBat สำหรับรอบนี้นะ เหอๆๆๆๆ แบบว่านะ ดันมาปลุกอารมณ์ ClarkxLex ในตัวทำไมเล่า >_< ยิ่งบ้าๆ Smallville อยู่ คู่นี้มันน่ารักมากเลยนะเฟร้ยยยยยย ชอบ Lex mode Smallville ม้ากกกมากอ่าา *ตาย* ยิ่งดูยิ่งวาย ชอบโว้ยยย

ps .... เดี๋ยวรอป๋ามาต่อ จะต่อ SuperBat ให้นะ 


 

Superman 02 : you can hear but you can't listen

posted on 10 Jan 2008 22:45 by dcdiary  in Superman

เราอยู่บนหอบังคับการJL ในห้องประชุม ...... สองคน

ผมไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่ ดูเหมือนเขาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน 

บรูซหันมามองผมแค่ครั้งเดียวแค่ตอนที่ผมเดินเข้ามา ก่อนจะหันหลังกลับไปแสร้งทำเป็นวุ่นอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำพูด ไม่มีอะไรเลย 

เหมือนทุกที เขาพยายามอย่างหนักที่จะทำเหมือนผมไม่มีตัวตน เกือบได้ผล ถ้าหากเขาไม่ลืมไปว่า  ผมเป็นใคร 

"พอทีบรูซ ฉันได้ยินนะ"

 ผมพูด เขาไม่หันกลับมาจากหน้าจอ นิ้วเรียวยังคงพิมพ์ไม่หยุด หน้าจอคอมพิวเตอร์กระพริบสัญลักษณ์มากมาย ที่ยากเกินที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจ  บรูซไม่ตอบเขา่ทำเป็นไม่ได้ยิน หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจ 

"ฉันได้ยิน เสียงหัวใจนาย ชีพจรนาย " ผมรุกต่อ  นานเกินไปแล้วที่เป็นแบบนี้ ระหว่างเราสองคนมีเรื่องที่ต้องคุย แต่ถ้าบรูซยังขืนนิ่งเงียบแบบนี้ต่อไป มันก็ชักจะมากเกินไป 

"เลิกทำเป็นมองไม่เห็นฉันซักที หัวใจนายเต้นแรงขึ้น เวลาที่ฉันโผล่มา ฉันได้ยิน บรูซ"

อย่างที่ผมบอก ผมไ้ด้ยินเขา เสียงหัวใจของเขา เสียงชีพจร เสียงอากาศที่ไหลผ่านปอด  แม้แต่เสียงเลือดที่ไหลผ่านส่วนต่างๆของร่างกายเขา   บรูซอาจจะฝึกฝนมาอย่างดีที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเอง ควบคุมหัวใจ ลมหายใจ อุณหภูมิ ทุกๆอย่าง แต่เขาโกหกผมไม่ได้ ผมรู้จักทุกเสียงในร่างกายของบรูซ รู้จักและจดจำ ได้ยิน..... ตลอดเวลา 

นิ้วเรียวกระแทกแป้นคีร์บอร์ด ดังปึง เมื่อผมจบประโยค เก้าอี้หมุนกลับมาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าครึ่งนึงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากจ้องเขม็งมาทา่งผม

"นายจะรู้อะไร "  เขาตวาด ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาทางผม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาระเบิดอารมณ์ หลังจากหลายเดือนที่มีแต่ความเย็นชา 

"อย่าคิดว่านายรู้ดีทุกเรื่อง ซุปเปอร์แมน นายไม่รู้อะไรเลย ได้ยินทุกอย่าง มองเห็นทุกอย่าง ไม่มีค่าอะไรหรอก"

นี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่ผมได้ยินจากเขา หลังจากหลายเดือนที่กลับลงมาบนโลก และ ซุปเปอร์แมนเหรอ .....  แม้แต่ชื่อผมก็ไม่อยากจะเรียกรึไง 

"ถ้างั้นก็บอกมาสิ !!!! " ผมโต้กลับ แต่เขาไม่ตอบ บรูซกัดปากทำท่าเหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง แต่ก็เงียบ  กลับไปสู่ความเงียบอีกครั้ง เขาก้มหน้าก่อนจะขยับตัวเดินผ่านผม ทำท่าจะเดิน ออกจากประตู 

"บรูซ !!!! ให้ตายเหอะ นายเป็นบ้าอะไรกันแน่ อย่าทำให้อะไรมันยากไปกว่านี้ได้มั้ย " ผมถามไล่หลัง 

แบทแมน ไม่ง่ายเลยที่จะสื่อสารกับค้างคาว เป็นแบบนี้ตลอดมา เมื่อเขาเก็บทุกอย่างไว้ในใจ บรูซหยุดยืนอยู่หน้าประตู ซักครู่

" .....  ถ้ามันยากนักละก็ .. ฉันจะทำให้มันง่ายขึ้นนะ" 

บรูซพูดโดยไม่แม้แต่จะมองกลับมา..... 

" อย่ามายุ่งกับฉัน"

 ..........

===============================

Shake : ตกลงนี่ได หรือแต่งฟิก 5555 ไม่รู้แหล่ะ แต่ DRAMA  

 

 

   เมโทรโปลิสตอนนี้ หิมะตกหนักเลยทีเดียว ทั่วทั้งเมืองขาวโพลนไปหมด หิมะสีขาวทำให้เมืองที่สว่างอยู่แล้วที่นี่ ดูสว่างขึ้นอีก อย่างไม่น่าเชื่อ  ผมชอบหน้าหนาวมาตลอด ชอบคริสมาส ชอบเทศกาล ชอบหิมะ ชอบความนุ่มของมัน พอบอกไปแบบนั้นก็โดนสวนกลับมาว่า  /ทั้งที่ไม่รู้สักนิด ว่าความรู้สึกหนาวเย็นเป็นยังไง แต่กลับบอกว่าชอบ/

 ไม่เห็นต้องบอกกันแบบนั้นเลยนี่หว่า ก็แค่บอกว่าชอบหิมะเท่านั้นเอง ถ้าไม่รู้จักความหนาวแล้วจะชอบหน้าหนาวไม่ได้งั้นเรอะ อย่างกับว่าผมไม่รู้สึกแปลกแยกมากพออย่างนั้นแหล่ะ   ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้ซักหน่อย ผมก็อยากรู้สึกหนาวเหมือนกันนะ อยากรู้สึกอุ่นเวลาที่ได้กอดใครซักคนหลังจากผจญกับความหนาวมาทั้งคืน   แต่เลือดคริปตันในตัวผมมันไม่อำนวยเอาซะเลย - -   พออ้าแขนออก บอกว่าหนาวจัง มาให้กอดที (ก็แค่แกล้งเล่นๆ รู้สึกสนุกดีเวลาเห็นมุมปากที่โผล่พ้นหน้ากากนั่นทำหน้าเหย เล็กน้อย เวลาผมแสดงท่าทีแบบนั้น)  บรูซก็ทำหน้าเซ็งๆ บอกว่า อย่างผมไม่ได้รู้สึกหนาวซักนิดจะกอดทำบ้าอะไร  (หลังจากนั้นบรูซก็รีบหันหน้าหนี เพราะรู้สึกตัวได้ว่า พูดแบบนั้นแปลว่าถ้าผมหนาวจะยอมให้กอดสินะ  55 ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ คราวหน้าจะยอมกำคริปโตไนท์ไว้ ให้นายโอ๋เล่นก็ดีเหมือนกันนะ)

     ตั้งแต่ผมกลับมา Bruce ก็ดูเหมือนจะหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาเมื่ออยู่ต่อหน้าผม ทั้งที่ผมหายไปตั้ง 5 ปีเชียวนะ คนอื่นออกจะดีใจที่ผมกลับมา หลังจากการเดินทางอันยาวไกล เพื่อตามหาบ้านเกิด .....แต่อย่าไปถึงเรื่องนั้นเลยดีกว่า ผมใช้เวลาอีกหลายเดือนพยายามลืมๆ มันไปซะ เพราะงั้น ไม่ขอเขียนถึงเรื่องนั้นแล้วกัน  เอาเป็นว่าตั้งแต่กลับมา Bruce แทบไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำเวลาอยู่ในทีม เขาจะพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุดจากผม และถ้าต้องอยู่กันสองคน ถ้าไม่ใช่คำพูดจิกกัด (แบบที่ติดเป็นนิสัยของเขาแล้ว) ก็แทบไม่มีบทสนทนาใดๆเลย  ผมอยากถามว่าเขาเป็นอะไร แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง  แล้วก็รู้ดีด้วยว่าถึงจะเริ่ม เขาก็คงไม่ตอบอยู่ดี นั่นแหล่ะพวกค้างคาวล่ะ เก็บเรื่องเงียบงันอยู่ในหัวคนเดียว ปลีกตัวออกห่างคนอื่น ไม่แตะต้องเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึก ราวกับว่าดำรงอยู่คนเดียวบนโลก ......  จะเป็นแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กันบรูซ

ฉันต่างหากที่เป็นเอเลี่ยน เป็นคนสุดท้ายบนดาว ฉันมีสิทธิที่จะเหงานะ แล้วนายล่ะ เหงาเพราะอะไร