GOD DAMNED HERO View my profile

Scarecrow

Scarecrow 11: …Till Dawn

posted on 02 Mar 2008 22:40 by dcdiary  in Scarecrow

Scarecrow 11: ...Till Dawn

1.

อีกครั้ง ที่ต้องตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง
ดวงตาที่สะท้อนอยู่ในกระจกแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ดูไม่จืดเลย

ข้างนอก ฝนตกไม่ยั้งมาตั้งแต่เย็น รั้วเหล็กเก่าขึ้นสนิมไหวโยกอย่างน่ากลัว ตัวโรงงานที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าวดูพร่าเลือนในสายฝนหนาหนัก
ผมกลืนน้ำลาย คอแห้งฝืด
หลังแยกจากโจ๊กเกอร์ที่สะพาน ผมก็ลักรถมาคันหนึ่ง ขับกลับมาที่โรงงาน
รอ
ไม่รู้ว่ารอมานานเท่าไหร่ ไม่ได้นับเวลา
น่าจะ...สองวันกับอีกค่อนคืนแล้วล่ะนะ
เดี๋ยวดับเดี๋ยวติดเครื่อง คิดว่าจะไป...จะไปแล้ว...แต่จนแล้วจนรอดก็ยังอยู่ที่เดิม


ลำโพงวิทยุส่งเสียงครืดคราดเหมือนคนใกล้ตาย ผมเอื้อมมือไปปิด ปวดหัวตุบๆ ลมหายใจร้อนผ่าว
ข่าวสุดท้ายที่ได้ยินคือโจ๊กเกอร์ขับรถพุ่งเข้าใส่รถตำรวจ จนเกิดระเบิด ไม่พบศพ...แต่ก็ไม่น่ารอด


ผมเปิดกระจกเล็กน้อย ดับเครื่อง ซบหน้ากับพวงมาลัย ละอองฝนจากข้างนอกสาดเข้ามากระทบต้นคอ สัมผัสเย็นๆ ของมันช่วยกระตุ้นไม่ให้ผมหลับ
โทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถส่งเสียงร้องเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ผมสะดุ้ง ไม่เคยสังเกตว่ามันอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งมันส่งเสียง
ผมกดปิดเครื่อง


ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมแทบไม่อยู่ห่างรถ เรียกว่าถ้าทำธุระส่วนตัวบนรถได้คงทำแล้ว


ว่าไป รถคันนี้คงวิ่งไปได้อีกไม่ไกลเท่าไหร่
นั่นสินะ


ผมถอนหายใจ


ความคิดของผมไม่ปะติดปะต่อกัน มันไปเรื่องโน้น แล้วก็มาเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก
ยิ่งผมพยายามเรียบเรียงความคิด ผมก็ยิ่งสับสน

...เมื่อสองสามวันก่อนผมเคยแน่ใจว่าผมทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว...


ผมกดมือขวากับหน้าอก คิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
ไม่ได้เจ็บหรอก แต่อึดอัด รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น และมันขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รู้สึกเหมือนว่า...กำลังจะทนไม่ไหว มันเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญมาก


ผมถอนหายใจอีกครั้ง ยาวกว่าครั้งแรก แต่ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น


ยังจะรออะไรอยู่อีก? ไปได้แล้ว มันจบแล้ว ถึงแกจะไม่อยากให้จบก็เถอะนะ
ผมได้ยินเสียงตัวเองดังอยู่ในหัว และเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ รั้งอยู่นานไปก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว เหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั้งหมด เรื่องโจ๊กเกอร์ เรื่องเจด ทุกอย่างมันจบแล้ว
ผมเองไม่ใช่หรือ ที่อยากกลับมาอยู่หลังพวงมาลัย ก็นี่ไง ทำได้แล้วนี่?
ผมเลือกตัดเจดออกไปจากชีวิตก่อน ถึงจะจบลงแค่ครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็ทำไปแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จดี
ส่วนโจ๊กเกอร์...
ผมไม่ได้เลือกตัดเขาออกจากชีวิต เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดผม


ผมอยากรักษาโจ๊กเกอร์ อยากช่วยเขา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าผมพบเขาเร็วกว่านี้ ถ้าผมไม่ให้เขาไปที่สะพานนั่น ถ้าผมไม่พาเจดมาแต่แรก
ถ้า...
ช่างเถอะ
คิดไปก็ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไร
คิดไป ก็ยิ่งทำให้เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนั่นขยายตัวใหญ่ขึ้น


"จบ" ผมพูดกับตัวเอง สตาร์ทรถ
โจ๊กเกอร์ตายแล้ว ผมควรจะเดินไปตามทางของผมต่อเสียที


แสงไฟหน้ารถสาดไปข้างหน้า แต่ไม่อาจทะลุม่านฝนหนาไปได้ ผมเคลื่อนรถไปอย่างเชื่องช้า พาตัวเองออกห่างจากโรงงานร้างไปทุกขณะ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะมุ่งหน้าไปไหน ผมไม่มีแผนการใดๆ ทั้งสิ้น จริง ผมใช้โรงงานร้างนั่นเป็นที่ทำการทดลองได้ แต่มันเป็นสถานที่ของเขา ผมไม่สามารถยึดเอามาได้หากไม่ได้รับความยินยอม แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม

2.

ฝนซาลง เมฆดำสลายตัวไป เผยให้เห็นท้องฟ้าสีแดงของก็อธแธม ผมขับรถไปเรื่อยๆ เลียบริมน้ำตามถนนสายเก่า ไกลออกไป แสงไฟจากตัวเมืองส่วนที่เต็มไปด้วยความเจริญสะท้อนประกายบนผิวน้ำ แพรวพราวเหมือนคริสตัลสีฟ้า ตัดกับสีแดงก่ำเบื้องบน
แต่ยิ่งไกลจากโรงงานร้างมากเท่าไร ความรู้สึกอึดอัดในอกกลับเพิ่มทวีมากขึ้นเท่านั้น
ความจริง เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้รบกวนผมมามาระยะหนึ่งแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ช่วงหลังยิ่งรู้สึกถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็กลายเป็นตลอดเวลาหลังจากรู้ข่าวเรื่องระเบิดนั่น

"บอกมาซิว่าแกเป็นอะไรไป?" ผมกดหน้าอกตัวเอง พูดกับมันราวกับมันมีความคิดความอ่านแยกจากส่วนอื่นในร่างกายผม
เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้มันเกิดขึ้นมาเอง และมันรบกวนผมอย่างมาก หากผมจะทำอะไรผิดเพี้ยนไปก็คงเพราะมันนี่แหละ


กระบอกตาร้อน...ผมหลับตาประมาณสองสามวินาที และลืมตาขึ้น ทันเห็นใครบางคนวิ่งตัดหน้ารถในระยะประชิด
ผมเหยียบเบรค
แต่ไม่ทัน


ผมเปิดประตูรถ สายฝนเย็นเฉียบกระทบผิว
ร่างนั้นกระเสือกกระสนยืนขึ้นอีกครั้ง
ชนไม่แรง และจากที่ดู ไม่เป็นอะไรมาก
ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถที่สาดจับ เสื้อนอกที่ใครคนนั้นสวมใส่เด่นยิ่งกว่าส่วนอื่นๆ ผมจำมันได้ในทันที
เสื้อตัวนั้น...จะมีใครนอกจาก...
"โจ๊กเกอร์!" ผมวิ่งเข้าไปประคอง
เขาโถมตัวใส่ผมเต็มที่ ผมเซไป กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมาปะทะจมูก

ไม่ใช่!

ถึงไม่เห็นหน้า แต่เพียงแค่สัมผัสผมก็แน่ใจได้ว่าไม่ใช่เขา
บางสิ่งบางอย่างในอกที่ดูจะหายไปชั่วขณะกระแทกกลับเข้ามาอีก และคราวนี้ มันส่งผลกับผมมากกว่าแค่ทำให้อึดอัด มัน-รุนแรงกว่านั้น-มาก

ผมกำมือแน่น เล็บจิกลงในเนื้อ

ชายคนนั้นเป็นแค่คนแปลกหน้า เป็นคนจรจัด แต่เสื้อที่เขาสวม ต่อให้ยับเยินยังไงผมก็ไม่มีทางจำพลาด
"เอา...เสื้อ...มาจากไหน?" ผมเค้นเสียงถาม
ชายคนนั้นกระชับเสื้อแน่นขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งหนี ผมกระชากแขนเขา กดเขาลงกับกระโปรงหน้ารถ
"เอามาจากไหน?!"
เขาชี้มือไปข้างทาง ในความมืด
ผมปล่อยเขา หักรถหันหน้าไปยังทิศทางที่เขาชี้ ใช้ไฟหน้าช่วยส่อง ข้างทางเป็นพื้นที่รกร้าง มีวัชพืชขึ้นสูง แต่ผมไม่สนใจ ผมลงจากรถ วิ่งเข้าข้างทาง ตะโกนแข่งกับเสียงฝน
ชั่วขณะนั้น ผมทำตัวราวกับคนบ้า
แต่ผมก็เป็นคนบ้านี่นะ?

3.

ฝนหยุดตกเมื่อไหร่ไม่รู้

ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่นหลัง เมื่อแสงแรกของเช้าวันใหม่สาดลงมา
เมื่อหันหลังกลับไป ผมเห็นทุกอย่างเป็นเงาดำที่มีแสงสีทองจับตามขอบ ท้องฟ้าหลังฝนกระจ่างใส เมฆขาวระบายด้วยสีของแสงอาทิตย์ยามเช้า
ไอเย็นเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมหายใจออก ปลายนิ้วทั้งสิบของผมมีเลือดติด เล็บฉีก แต่ความเย็นช่วยให้มันชาจนไม่รู้สึกอะไร ผมยืดตัวขึ้น เสยผมที่ปรกหน้า มองหยดน้ำจากเสื้อผ้าร่วงลงพื้น ค่อยๆ ซึมลงดินเปียกเขละ หากจะมีร่องรอยอะไรที่นี่ มันก็ถูกน้ำชะไปหมดแล้ว
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ผมหาติดต่อกันมาทั้งคืนแล้ว จะให้ล้มเลิกง่ายๆ ก็กระไรอยู่
ผมก้มลงแหวกพงหญ้าต่อ และจะขุดดินต่อด้วย ถ้าจำเป็น
ในใจลึกๆ ผมตระหนักดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรไร้ความหมาย บางที คนจรจัดคนนั้นอาจชี้ส่งเดช บางที เขาอาจไม่อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก แต่ว่า...


สายตาผมปะทะเข้ากับรองเท้าข้างหนึ่ง
รองเท้าข้างนั้นทำให้ผมลืมเรื่องที่กำลังคิดค้างอยู่ไปจนหมด
ผมตรงเข้าไป หยิบมันขึ้นมา หัวใจเต้นแรง ด้วยรู้ว่ามาถูกทางแล้ว


ผมค้นลึกเข้าไปในบริเวณนั้น ไม่หยุดพักจนกระทั่งเห็นร่างที่นอนราบอยู่ท่ามกลางโคลนและวัชพืชสูงท่วมหัว
ร่างนั้นสงบนิ่งจนน่าใจหาย
ลำคอผมตีบตัน เกร็ง
ทั้งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ผมกลับไม่สามารถก้าวเข้าไปใกล้ได้มากกว่านั้น
ไม่ จนกระทั่งเห็นว่าแผ่นอกใต้เสื้อชุ่มเลือดนั้นกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา

ยังหายใจ

ยังมีชีวิตอยู่

เขาปรือตาขึ้นมอง รอยยิ้มถูกจุดขึ้นบนใบหน้าเผือดซีดไร้สีเลือด คำพูดประโยคแรกที่หลุดจากริมฝีปากแตกๆ คู่นั้นทำให้ผมหัวเราะออกมา
"เทวดามารับ...แบบนี้แปลว่า...ได้ขึ้นสวรรค์ซี?"
เทวดาที่ตัวเปียกโชก เปื้อนโคลน เล็บฉีกเปิดเปิง แถมยังเหม็นอย่างกับศพเนี่ยนะ?
ซอมบี้น่ะสิไม่ว่า

ผมเดินเข้าไปหาเขา คุกเข่าลงข้างเขา (ที่ถูก ควรจะเป็น ‘กระแทกเข่าลงข้างเขา') ความเหนื่อยที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งเข้าจู่โจมรวดเดียวจนผมแทบกระอัก แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่คอยรบกวนผมอยู่กลับปลาสนาการไปโดยสิ้นเชิง

‘โล่งใจ' คือความรู้สึกอย่างไร...ผมเพิ่งได้สัมผัสกับตัวเองในวันนี้
แต่มันก็คงอยู่เพียงชั่วขณะเดียว ก่อนที่ผมจะเห็นบาดแผลของเขา

4.

ห้านาทีต่อมา

ในรถ โจ๊กเกอร์นอนเหยียดยาวอยู่บนเบาะหลัง ผมปีนข้ามเบาะ ขึ้นคร่อมตัวเขา ฉีกเสื้อออก เลือดทะลักออกมาจนชุ่มเบาะ ผมมองไม่เห็นบาดแผล และไม่กล้าเสี่ยงเคลื่อนย้ายเขาอีก รอบเดียวก็บอบช้ำพออยู่แล้ว
แผลส่วนใหญ่ของเขาเป็นแผลไหม้ หลายแผลย่ำแย่เอาเรื่อง แต่ไม่มีแผลไหนน่าหนักใจเท่ากับแผลที่อก ซึ่งไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็บอกได้ว่าเป็นแผลกระสุน เขาถูกยิงจากด้านหลัง ทะลุออกด้านหน้า ปากแผลกว้างทำให้เขาเสียเลือดมาก
ผมหวังว่ากระสุนนัดนี้ไม่ได้เจาะทะลุอวัยวะสำคัญใดๆ แต่เห็นๆ อยู่ว่ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง
ผมถอดเสื้อตัวเองออก ใช้มันกดห้ามเลือด
เขาพยายามโงหัวขึ้นมอง ผมกดคอเขา
"นอนราบอย่างนั้นแหละ"
เสียงเรียบ ห้วน ที่ผมใช้กลับทำให้เขาขำ
ดูเอาเถอะ ยังหัวเราะได้อีก
ผมมองตาเขา มองใบหน้าชุ่มเหงื่อของเขา
เขาส่งเสียงหัวเราะทั้งที่กัดฟันอยู่
ผมเพิ่มแรงกด โดยใช้น้ำหนักตัวช่วย เขาตะครุบข้อมือผมไว้ด้วยมือข้างที่ยังยกไหว คิ้วขมวดเข้าหากัน
ความคิดผมตีกันให้ยุ่ง
การตัดสินใจของผมดูจะช้าลงทุกครั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเขา

ความตั้งใจแรกเริ่มของผมคือ ปฐมพยาบาลเขาก่อน จากนั้นกลับไปที่โรงงานร้างอีกครั้ง ถ้าจำเป็นก็ต้องติดต่อหมอเถื่อนสักคน(ซึ่งผมรู้จักอยู่สองสามคน) แต่ดูท่า...

ฟองอากาศผุดขึ้นมาพร้อมกับเลือดในจังหวะที่เขาหายใจ
ผมฉีกเสื้อบางส่วนเป็นริ้วยาว ใช้มันต่างผ้าพันแผล พันมันทับเสื้อส่วนที่เหลือ
นอกจากแผลที่อกแล้ว ยังมีแผลกระสุนฝังในอีกสามแห่ง ผมทำเวลาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการห้ามเลือด ปีนกลับไปประจำที่คนขับ ออกรถ
"มัดแน่นไปหรือเปล่า? หายใจไม่ออก" เขายันตัวขึ้น
"นอนลง!" ผมตวาด
"แต่..."
"นอนลง" ผมพูดด้วยเสียงเบาลง
"รู้อะไรมั้ยหมอ ผมเอาตัวรอดได้" เขาพูด เสียงกระด้างขึ้น
ผมเหลือบมองเขาผ่านกระจกส่องหลัง เห็นเขาลงนอนราบอีกครั้ง หายใจถี่ขึ้น หน้าซีดเป็นกระดาษ
"ไม่ทราบ ไม่สนใจด้วย" ผมตอบ
"ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ"
"ผมก็เหมือนกัน" ผมตอบและเหลือบมองเขาผ่านกระจกอีกครั้ง
เราสบตากันเพียงชั่วขณะสั้นๆ
เขาหลับตาลง...

5.

เมื่อได้สติอีกครั้ง ดูเขาจะประหลาดใจที่รถจอดสนิท เรายังอยู่บนถนนเส้นเดิม เบื้องหน้า ผืนน้ำส่องประกายสีทองระยับ บริเวณนี้ไม่มีตึกสูงบดบังทัศนียภาพ สามารถมองเห็นส่วนอื่นๆ ของก็อธแธมได้เกือบทั้งหมด

"เกิดอะไร..." เขาถาม แต่ไม่จบประโยค เสียงหายไปก่อน

"ตอนผมยังเด็ก ผมเคยเก็บนกกางเขนได้ตัวหนึ่ง" ผมเริ่มเล่า...
เขาพยายามจะพูดอีกครั้ง แต่ผมแตะนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากเขา
ขณะนี้ ผมนั่งอยู่ระหว่างเบาะหน้ารถ หันมาทางเขา มือข้างหนึ่งกดอยู่เหนือแผลฉกรรจ์ที่เขาได้รับ
"เธอบาดเจ็บ ผมเป็นคนรักษาเธอ ผมสร้างรังเล็กๆ ให้เธอที่หัวนอน..."
เขาหลับตา ผมเล่าต่อไป
"เมื่อเธอหายดี เราก็กลายเป็นเพื่อนกัน"
"กับเธอ...กับนกน่ะเหรอ?" เขาถาม ไม่ลืมตา แต่มีรอยยิ้มเกร็งๆ ที่มุมปาก
"ครับ หลังจากนั้น เธอมาเกาะขอบหน้าต่าง ร้องเพลงให้ผมฟังเป็นประจำ บางวันก็คาบอะไรแปลกๆ มาฝากด้วย"
"เรื่องจริงน่ะ?"
"ครับ แล้ววันหนึ่ง เธอก็มาทำรังในห้องนอนผม"
"ให้ท่าซะขนาดนั้น แล้วคุณมีเซ็กซ์กับเธอหรือเปล่าล่ะ?"
สมองผมล้าเกินกว่าจะคิดตอบโต้คำถามแปลกๆ ของเขา
"ผมไม่ได้บอกเรื่องเธอให้คนในบ้านรู้ กลัวว่าพวกเขาจะทำอันตรายเธอ"
"ยอมรับมาเถอะน่า ผมเป็นคนแรกของคุณใช่มั้ย?" เขาถาม หัวเราะ "แน่เลย"
ผมส่ายหน้า ปัดปอยผมที่ปรกตาเขาออก มองขนตาสีเข้มของเขา มันดูโดดออกจากส่วนอื่นของวงหน้าซึ่งซีดแทบจะกลายเป็นสีเทา ทั้งที่ยิ้ม แต่ริมฝีปากของเขาเกร็ง

กำลังเจ็บสิ? ใช่ไหม?

"แต่วันหนึ่ง ความลับก็แตก ย่าผมเป็นคนพบเธอ"
ผมกล่าวต่อ ลูบเสี้ยวหน้าชื้นเหงื่อของเขา เขาซุกหน้ากับฝ่ามือผม ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เงาขนตาทอดยาวลงบนแก้ม เหงื่อหยดหนึ่งไหลจากขมับเข้าไปในตา เขาสบถ หลับตาลงอีกครั้ง ผมปาดเหงื่อให้เขา เลือดจากปลายนิ้วผมทำให้ใบหน้าเขาเปื้อนเป็นทางยาว เขาลืมตา ตาขาวข้างที่เหงื่อไหลเข้าไปเป็นสีแดงก่ำ

ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานคุณก็จะสบายแล้วละ... ผมกระซิบ ไม่ออกเสียง

"ย่าหักปีกเธอทีละข้าง ตามด้วยขา..." ผมหยุด ความทรงจำในช่วงนี้แจ่มชัดยิ่งกว่าช่วงอื่น
"ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ผมน่าจะช่วยเธอได้ ไม่ ผมรู้ว่าผมช่วยเธอได้ แต่ผมกลับยืนอยู่ตรงนั้น มอง...... "
"ก็แค่นก" เขาพูดขัด หัวเราะ และเปลี่ยนเป็นไอ เลือดที่กระเซ็นออกมาด้วยทำให้ริมฝีปากส่วนหนึ่งของเขาเป็นสีแดง
"ตอนที่ถูกทิ้งลงพื้น เธอยังไม่ตาย เธอดิ้น ร้อง ในขณะที่ย่าหัวเราะ" ผมเล่าต่อ และหยุดลงอีกครั้ง หลับตา ผ่อนลมหายใจยาว
ความทรงจำช่วงนี้หลอกหลอนผมมาตลอด และมันเป็นสาเหตุให้ผมไม่อยากเข้าใกล้นก หากไม่จำเป็น ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง การถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดยากกว่าการคิดหลายเท่า
ขอบตาผมร้อนขึ้น ผมถอดแว่น กดสันจมูก พยายามดึงตัวเองออกจากอดีต

...กลิ่นเลือดและเหงื่อของเขาติดอยู่ที่ปลายนิ้วผม...กลิ่นของปัจจุบัน

"ถ้าผมกำลังจะตาย คุณไม่ต้องบอกอ้อมขนาดนี้ก็ได้นะ" เขาพูดขึ้น เสียงของเขาเบา และมีเสียงแหลมๆ เหมือนเสียงลูกโป่งถูกปล่อยลมแทรกอยู่
ผมกำลังจะเอ่ยปาก แต่เขาชิงพูดขึ้นก่อน
"หมอ ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก"
ผมมองเขา ความเงียบเกิดขึ้น เขายิ้มน้อยๆ มองตรงมาที่ผม
"อะไรครับ?"
"มันสำคัญมาก ฟังนะ..."
เขาขยับริมฝีปาก แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเขาเลย
ผมโน้มตัวลงไปใกล้ แต่ก็ยังไม่ได้ยิน
"ผมไม่ได้ยินคุณ" ผมบอกเขา กำลังจะยกตัวขึ้นเพื่ออ่านริมฝีปากแทน แต่เขากลับกดท้ายทอยผมไว้
แรงกดของเขาทำให้ใบหน้าผมลดลงไปแนบกับใบหน้าของเขา ริมฝีปากเขาจ่อชิดกับใบหูผม
เสียงกระซิบของเขาไม่ดังไปกว่าเสียงลมหายใจของผม

แต่คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจน


ผมอยากถามเขาว่า ทำไมจึงเลือกบอกผม
แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมถาม

เขาจูบผม


ริมฝีปากของเขาไล่เรื่อยมาตั้งแต่ใบหู จนกระทั่งพบริมฝีปากของผม
เขารอคอย จนกระทั่งผมตอบรับ
นี่ไม่ใช่การบังคับขืนใจ
แต่เป็นการขอ...

ริมฝีปากของเราแยกจากกันเพียงชั่วขณะ และทาบทับเข้าหากันอีกครั้ง
ผมรับรู้ถึงรสเลือดของเขา รับรู้ในทุกขณะที่มันถ่ายทอดเข้าสู่ตัวผม...ทำให้ลำคอที่แห้งผากของผมชุ่มชื้น กลิ่นคล้ายสนิมอวลอยู่ในลมหายใจของผม...และของเขา
เราแบ่งปันลมหายใจให้กันและกัน เสนอ และสนองตอบ ในจังหวะที่เนิบช้า
หัวใจของเขาสั่นไหวอยู่ใต้ฝ่ามือผม

ระหว่างผมและเขา บางสิ่งซึ่งเคยมีอยู่เพียงเลือนรางได้ก่อตัวขึ้น
ผมตระหนักได้ถึงสิ่งนั้น และเขาเองก็เช่นเดียวกัน
มันเกือบจะคล้ายสัญญา...ไม่ใช่สัญญาที่สามารถเขียนเป็นตัวอักษร หรือเอ่ยด้วยคำพูด
แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะผูกพันเราทั้งสองคนไว้
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

"ผมยังเล่าไม่จบ" ผมบอกเขา ชันตัวขึ้น หากช่วงเวลาแห่งเวทมนต์มีอยู่จริง ตอนนี้มันก็หายไปแล้ว
อีกครั้งที่แผ่นหลังผมรู้สึกถึงความอุ่นจากแสงอาทิตย์
เขามองผม หยาดเหงื่อสะท้อนประกายจากแสงแดด บางอย่างในดวงตาเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอก ผมยกมือกดหน้าอกตัวเอง-มือข้างที่ใช้กดแผลเขามาตลอด
"ครั้งนั้น ผมไม่ได้ช่วยเธอ เพราะผมกลัว กลัวว่าจะต้องถูกจับไปขังในห้องใต้ดิน กลัวว่าจะต้องถูกลงโทษ กลัวว่าจะต้องเจ็บ แต่ผมพบว่าการสูญเสียเธอทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่า"
เขายังคงมองผม แต่อาจจะไม่เห็นผมแล้วก็ได้ สีหน้าของเขาชวนให้ผมนึกถึงสีหน้าของผู้ชื่นชมงานศิลปะ ยามได้เห็นสิ่งสวยงาม...แน่นอนว่าผมคงไม่มีวันเป็นสิ่งสวยงามไปได้
"ตั้งแต่นั้น ผมจึงตัดสินใจว่า หากมีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก ผมจะไม่ลังเล...ที่จะช่วยชีวิต"

ถึงตอนนี้ สีหน้าเขาเปลี่ยนไป
เขาคงเริ่มได้ยินเสียงนั้นแล้ว
เขาพยายามจะลุกขึ้น พยายามจะพูด ผมแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปากเขาอีกครั้ง
"ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกแล้ว ผมไม่กลัวที่จะต้องถูกขังในห้องใต้ดิน...หรือที่ไหนๆ" ผมพูดต่อ


แต่เสียงของผมถูกเสียงไซเรนกลบมิด


ผมเป็นคนเรียกตำรวจเอง ระหว่างที่เขาหมดสติ...
โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นยังมีแบตเตอรี่เหลือพอที่จะโทรออก
รถตำรวจมาถึงก่อนรถพยาบาลแค่ชั่วอึดใจเดียว ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ยกมือขึ้นเหนือหัว มองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของเขา
ผมยิ้ม ในขณะที่เขาเริ่มหัวเราะ
หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เสียงหัวเราะนี้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บ...เจ็บในอก...เจ็บมาก

ผมตัดสินใจทำเช่นนี้ตั้งแต่ตอนเห็นบาดแผลของโจ๊กเกอร์
ผมทำลงไปโดยไม่ลังเล
ผมรู้ว่าเขาจะออกมาได้อีก
แต่ว่า...


ผมได้ยินเสียงดังมากๆ เสียงหนึ่ง มันดังยิ่งกว่าเสียงไซเรน
ผมได้ยินเสียงแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อนานมาแล้ว ตอนย่าตบหน้าผม...
แต่นั่นมันเรื่องในอดีต

ปัจจุบัน...

โจ๊กเกอร์กำลังตบผมด้วยหลังมือ

แรง
แรงจนรู้สึกชา มากกว่าเจ็บ
ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าปฏิกิริยาแรกของเขาต้องเป็นเช่นนี้ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าอารมณ์จะทำให้คนเรามีแรงขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้
เขาเงื้อมือขึ้นอีก
ผมหลับตา เตรียมรับครั้งที่สอง แต่ตำรวจเข้ามาก่อน...

6.

นี่สิ

ตอนจบที่แท้จริง

เพื่อรักษาสิ่งหนึ่ง คุณต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่ง(หรือหลายสิ่ง)ไป ก็แล้วแต่จะเลือก...
และผมเชื่อว่าผมเลือกไม่ผิด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง...

ครับ อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ ผมเกิดความรู้สึกที่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่าเสียใจมากที่สุด

ผมนั่งอยู่ในรถตำรวจ มองรถพยาบาลแล่นออกไป
...สงบ...ไม่รู้สึกอะไรแปลกๆ อีก
ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
ใช่ การได้กลับมาเป็นตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกนะครับ
อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะเอาผมไปส่งที่บ้าน ถ้าได้นอนเต็มตาสักตื่นละก็ เยี่ยมเลย

...แต่ผมว่าผมจะออกมาอีกเร็วๆ นี้แหละ...
ขณะรถเริ่มเคลื่อนตัว ผมก็เริ่มวางแผนอยู่ในใจ


ผมเลียริมผีปาก ลิ้มรสเลือดของตัวเองที่ผสมอยู่กับเลือดของโจ๊กเกอร์
ผมรู้ ผมกับเขาจะต้องได้เจอกันอีก แต่เมื่อถึงเวลานั้น ความสัมพันธ์ของเราคงไม่เหมือนเดิม
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะมันทำให้การรักษายากขึ้น
ผมเชื่อว่า บางส่วน ในตัวเขา เข้าใจการกระทำของผม น่าเสียดายที่ อีกหลายส่วน ไม่
แต่อย่างไรก็ดี ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมจะมีความหวัง

แพทย์เก่งแค่ไหนก็รักษาคนตายไม่ได้...จริงไหมครับ?

ปล. ผมขอยืนยันว่าโจ๊กเกอร์เป็นคนดี ดีกว่าผม และอาจดีกว่าคุณ ถ้าเพียงแต่ผมมีโอกาสรักษาเขาอย่างต่อเนื่อง ผมจะพิสูจน์ให้คุณดู
ปล.2 สิ่งที่เขากระซิบบอกผมก็คือ...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE: เหอเหอ จบ Season 1 แล้วจ้า! ตอนหน้าจะขึ้น Scarecrow Season 2 แล้วนะ ฮ่าๆๆ
+ตอนแรกว่าจะให้โดนจับที่โรงงานร้างนั่นแหละ แต่ไม่เอาดีกั่ว เหอๆ เผื่อคุณเชคอยากเอามาใช้ในเรื่องตอนต่อๆ ไป ให้มันเป็นฐานลับๆ ต่อไปดีกว่าเนอะ~ฮิฮิ
++ อยากให้คุณเชคเขียนตอนปิดนี้อีกครั้งนึงในมุมมองโจ๊กเกอร์อ้ะ~อยากอ่าน อั๊ง~
+++ หลายๆ อย่างยังค้างคา มีสานต่อใน Season 2 แน่ๆ ฮ่าๆ ไว้ค่อยดูกันต่อไป ลัลล้า~
และสุดท้าย เหมือนเดิม ผิดพลาดประการใด...โปรดปล่อยมันไปเหอะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ(หัวเราะชั่ว)

เพิ่มนิด...พิมพ์ในเวิร์ดแล้วจัดหน้าในนี้เล่นเอาเหงื่อตกเลยอะ

Scarecrow 10: The Reason

posted on 15 Feb 2008 21:44 by dcdiary  in Scarecrow

Scarecrow 10: The Reason

สายลมยามดึกพัดปะทะตัวผมทันทีที่เปิดหน้าต่าง ความเย็นช่วยชะความเหนื่อยล้าและทำให้สมองผมปลอดโปร่งขึ้น ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้า นึกสงสัยว่าทำไมท้องฟ้าของก็อธแธมถึงมักจะเป็นสีแดงทั้งที่ไม่มีพายุ มันทำให้ความสุนทรีย์ที่ควรจะมีเหือดหายไปกว่าครึ่ง

เจด - เด็กหนุ่มที่ผมเก็บได้ - เดินเข้ามาหาผม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ชื่อนั้นจริงๆ แต่เนื่องจากเขาสูญเสียความทรงจำไป ผมก็เลยเรียกแบบนี้ไปพลางๆ ก่อน ผมอาจดูใจร้ายที่ตั้งชื่อให้เขาเหมือนชื่อสัตว์เลี้ยงของผม แต่นั่นเป็นชื่อแรกที่ผมคิดออก และเขาก็ดูจะชอบชื่อนั้น

เจดกับผมยืนเกาะขอบหน้าต่าง เหม่อมองทัศนียภาพเบื้องนอก ไกลออกไป ผมเห็นอาคาร เวย์น เอนเตอร์ไพรซ์ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกรูปทรงทันสมัยทั้งหลาย

ตอนนี้เจ้าของตึกนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ? เขาคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายผิดจากผู้คนที่อยู่แถบนี้

การใช้ชีวิตอย่าง บรูซ เวย์น แม้เพียงครึ่งวันดูจะเป็นความฝันอันสุดเอื้อมของชาวสลัม

ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่เคียงข้าง แสงไฟจากตัวเมืองสะท้อนประกายอยู่ในดวงตาของเขาราวกับอัญมณี บาดแผลที่ศีรษะของเขายังเห็นได้ชัดแม้ในความมืด แรงกระแทกทำให้เกิดเลือดออกภายใน และตอนนี้เลือดเหล่านั้นก็มาคั่งที่ใต้ตาทั้งสองข้าง ทำให้เขาดูราวกับคนที่อดนอนมาสักสิบปี

"ทำไมยังไม่นอนอีก?" ผมถามเขา

"นอนไม่หลับ" เขาตอบเสียงแผ่ว สายตายังจ้องตรงไปเบื้องหน้า

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจดไม่เคยถามว่าผมเป็นใคร ไม่เคยถามถึงเหตุผลที่ผมกักตัวเขาไว้ในโรงงานร้างแห่งนี้ และผมก็ไม่ได้บอกอะไรเขา นอกจากชื่อของผม

"ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม?"

...ดังนั้น พอเขาพูดแบบนี้ ผมจึงรู้สึกประหลาดใจ

"ได้สิ" ผมตอบ ยิ้มให้เขา แม้ว่าเขาจะไม่มองมาทางผม

"ทำไมคุณถึงอยู่กับเขา?"

เขาหมายถึงโจ๊กเกอร์...แน่อยู่แล้ว

"เขาเป็นคนป่วย..."

"ผมไม่เห็นว่าเขาจะป่วยตรงไหน!" เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเจดระเบิดอารมณ์ออกมา

"...แต่เดิม ผมต้องการศึกษาเขา แต่ตอนนี้ ผมต้องการรักษาเขา และผมทำอย่างนั้นไม่ได้ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา" ผมพูดต่อ ไม่สนใจเจด

"คุณบ้าแล้ว!" เจดพูด แค่นหัวเราะ "บ้าพอๆ กับเขา"

"คุณกำลังอารมณ์ไม่ดี"

"เออสิ โจนาธาน เป็นคุณคุณจะอารมณ์ดีได้ไหมถ้าเห็นแต่หน้าใครบางคนที่คุณเองก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร"

นี่เอง...สาเหตุ

"นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดี ความทรงจำของคุณอาจเริ่มที่จะกลับมา" แล้วผมจะได้เริ่มทำการทดลองของผมเสียที

"ไม่รู้สิ บางทีผมก็ไม่อยากนึกอะไรออกทั้งนั้น"

บางครั้ง ไม่รู้อะไรเลยยังดีเสียกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของเขา

ผมแตะไหล่เขาเบาๆ เขาสะดุ้งเหมือนถูกตี แต่แล้วก็พึมพำขอโทษ

"ขอโทษที่ว่าคุณแบบนั้น แต่ความใจดีของคุณมันทำให้ผม...เอ่อ...ช่างเถอะ"

ความใจดีของผม? ผมไม่ใช่คนใจดีหรอกเจด ไม่ใช่คนดีด้วยซ้ำ

"แผลคุณดีขึ้นหรือยัง?" เขาถาม น้ำเสียงอ่อนลง

คุณต่างหากที่เป็นคนใจดี

"เกือบหายดีแล้วครับ" ผมตอบ ตั้งแต่เกิดเรื่องคืนนั้น โจ๊กเกอร์ก็ดูจะหลบหน้าผมตลอด เขาไม่เข้ามายุ่งกับผมอีกเลย แต่ก็ยังดูแลความเป็นอยู่ของผมสม่ำเสมอ...เสื้อผ้า...อาหาร...ทุกอย่างที่จำเป็น เขาเป็นคนจัดเตรียมให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ

ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นโจ๊กเกอร์ แผลที่แขนเขากำลังอักเสบ

ผมตั้งใจจะดูแผลให้ แต่เขาก็ชิงหายตัวไปเสียก่อน

เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ?

พอคิดถึงเขา ผมก็เริ่มรู้สึกกังวล

คนอื่นอาจเห็นโจ๊กเกอร์เป็นอาชญากรที่ชั่วร้าย แต่ผมไม่เห็นความชั่วร้ายในตัวเขา จะเห็นก็แต่ความวิปลาส ซึ่งเขาก็แสดงให้ผมเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสู้กับมัน

โดยเนื้อแท้ เขาอาจเป็นคนดียิ่งกว่าชายสติแตกที่ใส่ชุดค้างคาวออกเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืนก็ได้

"...ธาน...โจนาธาน! คุณไม่ฟังผมเลย" เสียงโวยวายของเจดแหวกฝ่าความคิดของผม

"ครับ?"

"มัวแต่ใจลอยคิดถึงไอ้บ้าหัวเขียวอยู่นั่นแหละ"

"คุณรู้ได้ยังไงว่า..." ...ผมคิดถึงเขา

"สีหน้าคุณมันฟ้อง ปกติคุณน่ะชอบทำหน้าไร้อารมณ์ แต่เวลาพูดถึงเขาทีไร...เออ...ช่างเถอะๆ" เจดชี้มือไปข้างล่าง "คุณเห็นหรือเปล่า? ใครก็ไม่รู้มาด้อมๆ มองๆ ท่าทางแปลกๆ"

ผมมองตาม เห็นชายคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ เขาทำท่าเหมือนกำลังงัดประตูโรงงาน

...ดูท่าจะงัดสำเร็จแล้วด้วย

"เห็น คุณน่าจะบอกผมเร็วกว่านี้" ผมพูด ผละจากหน้าต่าง

"ผมพยายามบอกแล้ว!" เจดกล่าว นิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

"รออยู่ที่นี่ อย่าออกจากห้องเด็ดขาด" ผมสั่ง ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู หยิบหน้ากากติดมือไปด้วย

"แต่..."

"ไม่มีแต่" ผมตัดบท

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมพบตัวเองอยู่ในห้องกว้าง หน้าแท่นโลหะซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ชายที่พยายามเข้ามาในโรงงานนอนดิ้นอยู่บนนั้น เลือดจากข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาไหลเป็นทางลงไปยังท่อระบายน้ำที่พื้น เขาถูกมัดมือ มัดปาก และถูกตัดเอ็นเท้าทั้งสองข้าง แต่ยังมีสติดีเยี่ยม

ผมค้นตัวเขา และพบว่าเขาเป็นตำรวจ

พวกตำรวจเริ่มดมกลิ่นมาถึงนี่แล้วหรือ?

ไม่หรอก มีเขาคนเดียว

เขาเหลือกตามองหน้ากากซึ่งตั้งอยู่เหนือหัว ผมมองตาม ดวงตาที่คุ้นเคยจ้องตอบกลับมาจากในหน้ากากที่ว่างเปล่า...หน้ากากที่กำลังยิ้มเผล่อย่างอารมณ์ดี

ผมยิ้มตอบ

สแกร์โครว์เป็นผู้จับชายคนนี้ และผมจะเป็นผู้สานต่อ...

บางครั้ง เช่นครั้งนี้ ผมรู้สึกโหยหาวิธีการที่ผมเชี่ยวชาญ แต่ผมก็ต้องยับยั้งตัวเองเอาไว้ ยังไม่ถึงเวลา

ต่อจากนี้ สิ่งที่ผมควรจะทำ คือฆ่าเขาและโยนความผิดไปให้ฆาตกรต่อเนื่องสักคนที่ยังลอยนวลอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ก็ทำให้ดูเป็นฝีมือของฆาตกรโรคจิตสักคน

คมมีดสะท้อนกับแสงไฟสีขาวสว่างจ้าบนเพดานยกสูง

ผมกรีดเปิดหน้าท้องคุณตำรวจ พยายามไม่ให้ดูเป็นมือใหม่ แต่ก็ไม่ให้ดูเชี่ยวชาญจนเกินไป

มีดที่ผมใช้ไม่ใช่มีดผ่าตัด แต่เป็นมีดที่อยู่ในกระเป๋าของเขาเอง

ผมเห็นน้ำตาไหลจากดวงตาที่เหลือกถลนด้วยความเจ็บปวด

"อดทนหน่อยนะครับ อย่าเพิ่งรีบตาย" ผมกระซิบบอกเขา

เขาเริ่มดิ้นพราดเมื่อผมแหวกเปิดผิวหนังออก

ถึงตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกรำคาญที่ต้องสวมถุงมือหนาๆ ของเขาแทนถุงมือยาง นอกจากมันจะทำให้ผมทำงานช้าลง มันยังทำให้มือผมคันอีกด้วย

เครื่องในสดใหม่และกลิ่นคาวเลือดทำให้ประสาทผมเต้นริก

ผมเขี่ยขดไส้ ชื่นชมอวัยวะภายในอันสดสวยสมบูรณ์ของเขา ใช้ความคิดไปด้วย

มีด...ปืน...สัญลักษณ์แทนอำนาจทางเพศของผู้ชาย

ฆาตกรที่ใช้มีดมักมีปมด้อยเรื่องเพศ

ลองคิดซิ ถ้าผมเป็นอาชญากรประเภทมีปมด้อยในเรื่องเพศ ผมควรจะฆ่ายังไงดีนะ?

ตัดเครื่องเพศเหยื่อออกหลังชำแหละจนพอใจแล้ว?

ไม่เลว

หรือผมจะลองฆ่าแบบที่ทำให้พวกนักวิเคราะห์สภาพจิตอาชญากรวิเคราะห์ไม่ถูกไปเลยดี?

ความคิดแรกน่าสนกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขหลักของผมคือ เล่นกับเหยื่อก่อน แล้วค่อยปลิดชีวิตเขาในมีดสุดท้าย นั่นจะแสดงให้เห็นว่าฆาตกรต้องการมีอำนาจควบคุม เขาต้องการมีอำนาจเหนือเหยื่ออย่างโจ่งแจ้ง และสามารถควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดีในขณะลงมือ

ที่ต้องตั้งเงื่อนไขอย่างนี้...ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ

แค่ตั้งโจทย์ให้พวกสมองกลวงไปวิเคราะห์กันเล่นๆ

สนุกดี

ผมเปลี่ยนไปถือมีดมือซ้าย ลงมือกรีดช้าๆ อย่างไร้ความหมายที่อกคุณตำรวจ ช่วงแรกเขายังมีปฏิกิริยา แต่แล้วก็เงียบไป ผมหยุดมือ ถอยออกมามองผลงาน

ผมคิดถึงแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความตายที่ผมเคยให้นักศึกษาทำ ส่วนใหญ่จะตอบว่ากลัวตาย แต่ถ้าจะต้องตายจริงๆ ก็ขอตายอย่างไม่เจ็บปวด

หมายความว่าอะไร?

หมายความว่าแท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่กลัวความเจ็บปวดก่อนตายมากกว่าความตายใช่หรือไม่?

ผมลูบศีรษะคุณตำรวจ เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมแกะผ้าคาดปากเขาออก มองหน้าเขา จดจำเขาไว้ ผมกับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จากวันนี้ไป ผมจะระลึกถึงเขาเสมอ

"คุณกลัวหรือเปล่า? ตอนที่ผมกำลังจะกรีด กับตอนที่กรีดไปแล้ว...ตอนไหนที่คุณกลัวมากกว่ากัน?" ผมกระซิบถาม แต่มีคำตอบอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว

ผมลงมือห้ามเลือดให้เขา

จากนั้น รอ

รอจนกว่าเขาจะได้สติขึ้นมาอีกครั้ง และเริ่มขั้นตอนต่อไป

.................................

................

.......

"คุณกำลังทำอะไร?"

เจดเข้ามาขณะผมกำลังลงมือตัดกระเพาะของคุณตำรวจ ผมกำลังจดจ่ออยู่กับงาน จึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา

"นั่น..." เขาพยายามมองข้ามไหล่ผม

ผมเบี่ยงตัวให้เขาเห็นร่างบนแท่นชัดเจน เขาหน้าซีดลงทันควัน

"คุณฆ่าเขา!" เสียงของเจดสั่นพร่าด้วยความตกใจ

"เปล่า ยังไม่ได้ฆ่า"

"หมายความว่า..."

"เขายังมีชีวิตอยู่"

"ว่าไงนะ?!" เสียงของเขาสั่นกว่าเดิม ดวงตาเบิกกว้างขึ้น เขาส่ายหน้า เดินถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

เหมือนจะยืนยันคำพูดของผม ร่างคุณตำรวจสั่นกระตุกอย่างรุนแรง

"คุณไม่เชื่อฟังผม บอกแล้วไงว่าอย่าออกจากห้อง"

ผมพูดกับเจด แต่ไม่แน่ใจว่าเขายังได้ยินผมหรือไม่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบนแท่นโลหะ หน้าซีดลงเรื่อยๆ

ผมคิดว่าเขากำลังจะเป็นลม ผมถอดถุงมือออก ก้าวเข้าไปหาเขา ตั้งใจจะช่วยพยุง แต่เขาถอยกรูด

"ค...คุณทำลงไปได้ยังไง..." เขาถาม น้ำตาเอ่อคลอเบ้า

ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ตำรวจคนเดียวไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร

หรือเป็นเพราะว่าเขาเห็นผมสู้โจ๊กเกอร์ไม่ได้ในวันนั้น ก็เลยคิดว่าผมจะพลาดท่าให้กับคุณตำรวจด้วย นี่คงออกมาตามเพราะเห็นผมหายไปนานสินะ

เข้าใจละ

"กรณีเขากับชายคนนี้ต่างกันครับ ถ้าเป็นเขา ผมต้องคำนึงว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาพิการ หรือบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ต้องลงมือแรงพอที่จะหยุดเขาด้วย ส่วนชายคนนี้ ผมไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น ก็เลยจัดการเขาได้ง่ายกว่า ความเร็วในการตัดสินใจมันต่างกัน...แพ้ชนะก็ตัดสินกันตรงนั้นล่ะครับ" ผมอธิบาย

เจดส่ายหน้า น้ำตาหยดเล็กๆ ร่วงลงมาตามแก้ม

"คุณ...ทำลงไปได้ยังไง....คุณ...ทำกับเขา..."

ผมไม่เข้าใจคำถามของเขา

"คุณสงสัยอะไร?"

"คุณยังเป็นคนหรือเปล่า? โจนาธาน เครน!" เจดตะโกนลั่น

ผมยังเป็นคนหรือเปล่า? คำถามนี้ช่างไร้สาระ

อ้อ ใช่สิ เจดไม่ใช่คนประเภทเดียวกับผม เขาเป็นคนพวกนั้น พวกที่คิดว่าการฆ่าหมูหมากาไก่ไม่ผิด แต่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันผิดมหันต์ ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์ก็แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ

แต่เดี๋ยวก่อนสิ ผมยังไม่ได้ฆ่าคุณตำรวจสักหน่อย?

เจดวิ่งพรวดพราดออกจากห้อง ผมตามไปคว้าเขาเอาไว้ เขาสะบัดแขน แต่ผมไม่ปล่อย ผมกระชากเขากลับเข้ามา ลากเขาไปดูคุณตำรวจใกล้ๆ เจดฝืนตัวเต็มที่ แต่เด็กอย่างเขาสู้แรงผมไม่ได้หรอก

"เห็นไหมครับ? เขายังไม่ตาย" ผมย้ำ

"..." เจดกัดฟันแน่น

"ถ้าคุณไม่อยากให้ผมฆ่าเขา ผมไม่ฆ่าก็ได้"

อีกสักพักใหญ่ๆ เขาก็ตายไปเอง

คุณตำรวจผินหน้ามาสบตากับเจด ไม่น่าเชื่อว่ายังมีแรงขยับตัวอยู่อีก

...ถึงยังมีสติก็ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรแล้ว

ทันทีที่สบตากับคุณตำรวจ เจดก็หยุดดิ้น เขาซบแท่นโลหะตรงหน้า

ผมคลายมือจับแขนเขาไว้หลวมๆ

"ว่าไงครับ?"

"ฆ่าเขาเถอะ"

ผมไม่อยากเชื่อ ทั้งที่ได้ยินกับหู ไหนทำท่าจะเป็นจะตายอยู่เมื่อครู่ไง?

"บอกให้ฆ่าเขาไง! รีบๆ ทำสิ! จะทรมานกันไปถึงไหน ไอ้....ฮือ...." เจดร้องไห้ออกมาก่อนตะโกนจบประโยค

"ผมฆ่าเขาแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้"

ผมอุตส่าห์บรรจงห้ามเลือดเพื่อยึดลมหายใจเขาไว้จนถึงตอนนี้ ถ้ารีบทำให้ตายไปก็เสียแรงเปล่าสิ? ผมยังสร้างโจทย์ไม่เสร็จเลย แผลก่อนตายกับหลังตายมันไม่เหมือนกันเสียด้วย

"ฆ่า..." เสียงแผ่วโหยของร่างบนแท่นดึงความสนใจผมออกจากเจด

ยังพูดได้อีกหรือนี่? ความอึดของมนุษย์นี่ช่างน่าสนใจเสียจริง

"...ขอละ...ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่..." เจดพูดปนสะอื้น

ผมมองคุณตำรวจ คำนวณเวลา

"ก็ได้ครับ"

ผมตัดสินใจได้ในที่สุด เท่านี้ก็ได้ จะได้รีบจัดการเรื่องอื่นให้เสร็จๆ ไป

เจดเงยหน้ามองผม คงไม่คิดว่าผมจะยอมตกลงง่ายๆ

ผมใส่ถุงมือ ยื่นมีดให้เขา

"แต่คุณต้องเป็นคนลงมือ" ผมพูดต่อ

เด็กหนุ่มรับมีดอย่างลังเล แต่แล้วก็กระชับด้ามมีดแน่นขึ้น ผมชี้ตำแหน่งให้เขา

"แค่คุณกดมีดลงไปเบาๆ ตรงนี้ เขาก็จะตายภายใน..." ผมหยุดคำนวณเวลาอีกรอบ "...ไม่เกิน 30 วินาที"

เขาอาจจะใช้มีดนั่นทำร้ายผม แต่เขาจะทำไม่สำเร็จ ผมมั่นใจ เพราะสภาพจิตใจของเขามันย่ำแย่เต็มที

ถึงวินาทีนี้ เขาคงไม่คิดอีกแล้วละ...ว่าผมเป็นคนใจดี

คุณตำรวจกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง เจดผวา ผมจับมือเขาไว้ นำทางเขา มือเขาสั่นระริกอยู่ในอุ้งมือผม

เจดหลับตา เบือนหน้าออก ศีรษะของเขาแทบจะเรียกได้ว่าซุกอยู่กับอกผม ผมโอบเขาเอาไว้ด้วยแขนอีกข้างหนึ่ง กระซิบข้างหูเขา

"เอาสิครับ ปลดปล่อยเขาอย่างที่คุณต้องการ"

"...ม..."

"อะไรครับ?"

"ไม่...ทำไม่ได้..." เขาพูดปนสะอื้น แทบจะคลายมือปล่อยมีด

"ได้สิครับ แค่กดลงไป"

"....." เขาส่ายหน้า ร่างอ่อนปวกเปียก

แย่จริง ช่างน่าผิดหวัง

ผมปล่อยให้เจดทรุดลงไปกองกับพื้น ฉวยมีดจากมือเขา แทงสวนช่องว่างระหว่างกระดูกซี่โครงของคุณตำรวจจนมิดด้าม ถ้าคำนวณไม่พลาด ปลายมีดจะเสียบเข้าหัวใจพอดี

ผมเบื่อแล้ว

เจดทำให้ผมหมดสนุก

คุณตำรวจกระตุกถี่ๆ ผมกล่าวอำลาเขา ปล่อยมือจากด้ามมีด ทิ้งมันเสียบคาไว้อย่างนั้น

เมื่อผมเหลียวกลับมา เจดยังนั่งอยู่ที่เดิม

"จากนี้ไปผมคงต้องกักบริเวณคุณนะครับ" ผมบอกเขา

เจดค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และ...

อย่างไม่ทันตั้งตัว เขาหันหลังกลับ ออกวิ่ง!

ผมคว้าเสื้อเขาไว้ได้ แต่นั่นทำให้เขาเสียหลักล้มลง ศีรษะกระแทกขอบแท่นโลหะเข้าอย่างจัง

เขาหมดสติไปแทบจะในทันที

ผมหันกลับมาที่คุณตำรวจ ถอนหายใจ

คืนนี้ เห็นทีผมจะต้องรีบหน่อย

ผมเสียเวลาไปมากกว่าที่คิด

กว่าจะจัดการกับศพ กว่าจะกลับมาที่นี่อีกรอบ ไหนจะทำความสะอาดสถานที่อีก

แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว....

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : ขอบคุณป๋า Exit ที่ช่วยตั้งชื่อทิมมาให้~ รู้สึกว่าจะได้จากชื่อสัตว์เลี้ยงของเครนหรือไงนี่แหละ? ตอนแรกเป็น Jade Jared หรืออะไรสักอย่าง แต่ว่า เราขอตัดเหลือ Jade เฉยๆ นะ

ถึงจะเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงแต่ความหมายก็น่ารักดีนะ?

ปล.1 หวานมาหลายตอน เอาโหดไปมั่งก็แล้วกัน

ปล.2 หวังว่าจะไม่โหดเกินจนต่อยากไปนะ? แอบคิดไว้ว่าพอนู๋ทิมตื่นขึ้นมาจะให้จำเรื่องที่เกิดคืนนี้ได้แค่ลางๆ แล้วคิดเอาเองว่าฝันไป~ฮา

ปล.3 ผิดพลาดประการใดก็...ช่างมันเหอะ เหอเหอ อีฟปล่อยไก่หลายรอบชักหน้าด้าน กั่กๆๆ

Scarecrow 09: Broken Mirror

posted on 08 Feb 2008 22:19 by dcdiary  in Scarecrow

 

"แกอีกแล้วเหรอ จะเอาอะไรกันนัก!!!!!"

เวลาประมาณตีสามเศษ เสียงตะโกนของโจ๊กเกอร์ขัดสายโซ่ความคิดของผมที่กำลังนอนเอนหลังอยู่ในอ่างอาบน้ำ-สถานที่ที่ทำความสะอาดง่าย สบาย และเป็นส่วนตัวที่สุดในโรงงานร้างแห่งนี้

ผมแหวกผ้าพลาสติกที่กั้นอ่างกับส่วนอื่นของห้องน้ำออกจากกัน ยื่นหัวอย่างเกียจคร้านออกจากโลกส่วนตัวใบเล็กๆ ที่ผมอุปโลกน์ขึ้นเอง

โจ๊กเกอร์อยู่ที่นั่น หน้ากระจกบานนั้น

รอยสักมังกรบนร่างเขาบิดไหวตามการเคลื่อนของกล้ามเนื้อ สีแดงฉูดฉาดของมันตัดกับสีเผือดซีดของผิวหนังอย่างมีชีวิตชีวา

"น่ารำคาญฉิบ ไปให้พ้นๆ เลยไป" เขาตะโกนใส่เงาสะท้อนของตัวเองในกระจก

ผมเปลี่ยนมานั่งชันเข่า น้ำในอ่างกระฉอกลงพื้น เสียงของมันทำให้ผมคิดถึงเสียงที่เกิดตอนเลือดของชายคนนั้นหยดลงจากเตียง ผมหดหัวกลับมา กดตัวเองลงไปในน้ำอีกรอบ คราวนี้หยุดที่ระดับคอ

ร่างกายส่วนที่โผล่พ้นจากเสื้อผ้าของผมอยู่ในสภาพซีดและย่น อันเนื่องมาจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน สมองส่วนที่ยังมีเหตุผลเตือนให้ผมขึ้นจากน้ำ

ผมรู้ว่าแช่ให้ตายก็ไม่ทำให้ผมสะอาดขึ้น ซ้ำแผลจะเน่าเสียอีก แต่ผมก็ยังไม่อยากลุก

ผมนอนแช่น้ำทั้งยังสวมเสื้อผ้าเต็มยศต่อไป

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากถอด แต่ผมทำใจถอดไม่ได้

รอยพวกนั้น...เห็นแล้วพาลจะเป็นบ้า ทั้งรอยกัดรอยช้ำเกลื่อนไปหมด อีกอย่าง...

ผมรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในเสื้อผ้า

ใช่ครับ งี่เง่า ถ้านั่นเป็นสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ในใจ

แต่ถ้าได้ทำเรื่องงี่เง่าแล้วสบายใจ ทำไมผมจะไม่ทำล่ะ?

เสียงกระจกแตกที่ตามเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งมาติดๆ ทำให้ผมต้องทะลึ่งตัวขึ้นจากน้ำอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

เกิดอะไรขึ้น? เขาเป็นอะไรไป?

ผมเอื้อมมือไปแหวกผ้าม่านสีขาวขุ่นที่กั้นผมกับเขาออกจากกัน

แล้วก็ต้องรีบปล่อยมือเมื่อเห็นสิ่งที่ติดอยู่บนนั้น

คราบเลือด

คราบเลือดเก่าๆ ที่กระเซ็นติดอยู่บนผ้าทำให้ผมเกิดอาการคลื่นเหียนขึ้นมา เพราะมันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่ผมถูก...เอ่อ...กระทำชำเรา

แล้วเจ้าเหตุการณ์ที่ว่านั่นมันก็เชื่อมโยงไปถึงอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งผมจำได้ไม่ค่อยปะติดปะต่อ

ผมถอยห่างออกมา ชันเข่าขึ้น หลังแนบกับผนังห้องน้ำ เกิดอาการขย้อนติดๆ กันจนต้องยกมือปิดปาก

แค่คิดถึงมัน ผมก็รู้สึกว่าตัวเองสกปรกขึ้นกว่าเดิมแล้ว

สงสัยว่าเหตุการณ์พวกนั้นจะส่งผลกระทบมากกว่าที่ผมคาดไว้

คิดในแง่ดี ผมควรจะภูมิใจนะ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ชายวัยขนาดผมจะตกเป็นเป้าการข่มขืนกระทำชำเรามันมีน้อยมาก

ผมชักรู้สึกขำตัวเอง

ถ้าผ่านไปอีกสองสามสัปดาห์ผมเกิดมีอาการกลัวอะไรบางอย่างโดยปราศจากเหตุผลขึ้นมาจริงๆ ใครจะเป็นคนรักษาให้ผมล่ะ?

เสียงหัวเราะของโจ๊กเกอร์รวบเอาความคิดฟุ้งซ่านของผมกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ผมเหลือบมองใบหน้าเขาผ่านกระจกที่แตกร้าว เงาร่างที่สะท้อนบนกระจกแผ่นนั้นแยกออกเป็นหลายสายตามแนวแตก บางเงาบิดเบี้ยว บางเงาแจ่มชัด

...ทุกเงาแสยะยิ้ม

ผมสบตากับเงาหนึ่งในหลายๆ เงาของเขา

เขาสะดุ้ง หันกลับมาเผชิญหน้ากับผม แสดงท่าทีแปลกใจที่เห็นผม

ในมือเขามีมีดโกนเปื้อนเลือด

เป็นเลือดของเหยื่อที่เขาฆ่าไป

ศพยังอยู่ที่เดิม

บางที ศพนี้อาจเป็นเจ้าของเลือดที่ติดอยู่บนผ้าม่านด้วย

"มีดนั่นเปรอะเลือดศพเด็กคนนั้นไปแล้ว... มันไม่ถูกสุขลักษณะนะ" ผมบอกเขา เดาว่าเขาจะใช้มีดนั่นโกนหนวด ใครจะรู้ ในเลือดนั่นอาจจะมีเชื้อ HIV ก็ได้?

ใบหน้าโจ๊กเกอร์ยามไร้เครื่องสำอางดูไม่ต่างอะไรจากคนปกติ

ไรเคราที่ปรากฏให้เห็นจางๆ และแววตาของเขาบ่งชัดถึงความอิดโรย

นี่ยังไม่รวมเส้นผมสีเขียวที่เปียกลู่...

เส้นผมของเขาเป็นสีเข้มขึ้นเมื่อโดนน้ำ เข้มเกือบจะเป็นสีดำ

เขาขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เสไปเปิดน้ำ ล้างเลือดที่ใบมีด

ผมลุกขึ้นจากอ่าง ก้าวออกมาโดยเจตนาให้ตัวอยู่ห่างจากผ้าม่านเปื้อนเลือดที่สุด

เขาตวัดสายตากลับมามองผม

บางอย่างในดวงตาเขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกล่วงเกิน ผมทำเป็นไม่สนใจ เดินไปหยิบเครื่องมือออกมาจากกระเป๋า แผ่มันออก

ความมันวาวของใบมีดและสีของพวกมันทำให้จิตใจผมสงบลง

ผมหยิบมีดขนาดเล็กที่สุดขึ้นมา มันไม่ใช่มีดสแตนเลสที่ใช้สำหรับโกนขนโดยเฉพาะ แต่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะมันไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

สะอาด

ถึงจะไม่ได้ราดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้ออีกรอบก็เถอะ

"นั่งลงสิ" ผมพูดกับโจ๊กเกอร์ ใช้สายตาบอกเขาให้นั่งลงที่ขอบอ่าง

เขาทำตามอย่างว่าง่าย

นั่นเป็นพฤติกรรมที่สื่อถึงความไว้วางใจ? อาจจะ...ผมไม่รู้ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา

ผมเดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้พอจะมองเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขา ใกล้พอจะรู้สึกถึงลมหายใจของเขา

เส้นเลือดที่คอเขาถูกขับให้เห็นเด่นชัดบนผิวสีซีด

เขาหัวเราะในลำคอ แนวฟันโผล่พ้นริมฝีปากเพียงครู่เดียวและหายไป

ก็ฟันพวกนั้นไม่ใช่เหรอ? ที่ฝากรอยบนร่างผมไม่รู้กี่สิบรอยเข้าไปแล้ว

ผมทาโฟมลงบนหน้าเขา

ลงมือโกน

ในชั่วขณะนั้น เขาดูสงบนิ่งผิดจากที่เคยเป็น ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม

บุคลิกในตอนนี้ดู...เสถียร

ใช่ เสถียรและผ่อนคลาย หลังผ่านการปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่

ถ้าเป็นเขาในขณะนี้ละก็ ...น่าจะเป็นไปได้

บางทีผมอาจจะ เปิด เขาได้

โจ๊กเกอร์ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นไอ้งั่งที่ถือกุญแจเซฟดอกสำคัญอยู่ในมือ แต่ไม่รู้รหัส

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสสุ่มรหัสอีกกี่ครั้งก่อนประตูจะปิดตาย

รหัสคืออะไร?

หรือผมต้องพูดว่า ‘Open Sesame' แบบอาลี บาบา? (ซึ่งผมยินดีทำ ถ้ามันจำเป็น)

อืม มันก็น่าลองดูนะ

"เขาพูดอะไร?" ผมเริ่มเปิดคำถามโดยใช้เสียงปกติ เหมือนถามเรื่องดินฟ้าอากาศ

เขาเหลือบมองผม แล้วเบี่ยงไปมองอากาศที่อยู่เลยผมไป

"คนในกระจก เขาพูดอะไรกับคุณ?" ผมถามซ้ำ ระวังเรื่องน้ำเสียงมากกว่าเดิม

เขาเริ่มหัวเราะ

ผมตระหนักได้ในทันทีว่าผมรุกเขาเร็วเกินไป คำถามของผมอาจทำให้เขารู้สึกว่าถูกล่วงล้ำอาณาเขตส่วนตัว ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเลือกที่จะตอบโต้โดยการ...

".....บอกผมให้ ช่วยกระชากเสื้อเปียกๆนี่ออกจากร่างคุณแล้วกินคุณบนพื้นเปื้อนเลือดนี่อีกทีไง" เขาตอบกลั้วหัวเราะ ฟันของเขาโผล่ออกมาให้เห็นอีกรอบ

นั่นไง

ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ แต่คำตอบเช่นนี้แฝงคำขู่เพื่อป้องกันตัวเองอยู่กลายๆ

ประมาณ...อย่าเข้ามาในเขตของฉันอีก มิฉะนั้น ฉันจะทำร้ายคุณ แบบนั้นละครับ

"มีเด็กอีกคนข้างนอก" ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่อะไรๆ มันจะเลวร้ายลง

ผมไม่ได้คิดถึงเด็กคนนั้นจนกระทั่งถึงวินาทีที่ผ่านมา แค่คิดถึง ความเกลียดก็แล่นวูบเข้ามาอีก

เด็กคนนั้นบอบช้ำที่ศีรษะค่อนข้างมาก ถ้าโชคร้ายหน่อย อาจจะมีเลือดออกในสมอง และอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

Chronic Vegetative State? หึ คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกนะ

"คนที่ตายไปแล้ว หรืออีกคนที่คุณแบกกลับมาล่ะ?" โจ๊กเกอร์ถาม

"คนที่ผมพากลับมา" ผมตอบ ระวังอารมณ์ในน้ำเสียงเป็นพิเศษ

"แล้วไงครับ อยากเป็นคนฆ่าเองบ้าง หรืออยากขึงพืดเอาไว้ลองยาเล่นๆ" เขาถามต่อ ความขบขันกลับเข้ามาในน้ำเสียงและแววตา ไม่ใช่แค่ที่ใบหน้า

จบ วันนี้คงไม่ได้อะไร ผมดับความหวังที่ยังมีเพียงริบหรี่ลง ก้มหน้ายอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

ผมใจร้อนไป

"จะเก็บเอาไว้..... ยังไม่ฆ่า" ผมตอบคำถามของเขา

"เก็บ ? เป็นพวกชอบเด็กเหรอเนี่ย ขอโทษด้วยนะ ผมแก่ไปสำหรับคุณหรือไง?" เขาถามด้วยถ้อยคำแฝงแววเสียดเย้ย แต่ไม่จริงจัง

"ไม่ได้เหรอ?" ผมตอบสนองการหยอกเย้านั้นด้วยการกดคมมีดกับลำคอเขาอย่างจงใจ

"ตามสบาย ที่กว้างขวาง ของเล่นเยอะ แล้วแต่คุณหมอเลย"เขาตอบขณะดึงมือผมออก

ผมนิ่งมองใบหน้าที่บัดนี้สะอาดเกลี้ยงเกลาของโจ๊กเกอร์

อืม เขาดู...

"เสร็จแล้วเหรอครับ?" เขาถามเมื่อเห็นผมนิ่งไป

ผมพยักหน้า หันไปเช็ดมีด แต่ก็ชำเลืองมองใบหน้าเขาเป็นระยะ

ผมว่าตอนนี้เขาดู...

"ผมหล่อรึเปล่านี่?" เขาถามขึ้นมาอีก

ผมชะงัก อดหันกลับไปมองหน้าเขาแบบเต็มตาครู่หนึ่งไม่ได้

เขายักคิ้วให้ผม ผมหลบตาเขาโดยอัตโนมัติ

และในตอนนั้นเอง ที่สายตาของผมไปปะทะเข้ากับเลือดที่ซึมผ่านผ้าพันแผลบนมือเขา

เป็นไปได้ยังไงที่ผมไม่สังเกตเห็นมันในทีแรก? ผมสะเพร่าขนาดนี้เชียว?

เอาเถอะ...

"เสร็จแล้วก็ออกไปข้างนอกด้วยจะทำแผลให้" ผมพูดเมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อย และหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ

ผมไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเขากำลังเดินตามมา หูได้ยินเสียงนาฬิการ้องบอกเวลา

ตีสี่...

ตีสี่แล้ว...

เช้าวันใหม่กำลังจะมาเยือน หลังทำแผลให้โจ๊กเกอร์เสร็จ ผมตั้งใจจะแวะไปดูอาการเด็กคนนั้นสักหน่อย

เสียงฝีเท้าที่ตามหลังผมมาเงียบหายไป

ผมหยุดเดิน หันหลังกลับไปมอง และพบว่าท่าทางของโจ๊กเกอร์เปลี่ยนไปอีกครั้ง

รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เขาเริ่มหัวเราะ

หัวเราะแบบเดียวกับที่เขาทำทุกคืนใน Arkham Asylum

นั่นทำให้ผมขนลุก

นี่คือโจ๊กเกอร์คนที่บุกเข้าไปหาผมคืนนั้น...

คนที่กัดผม

ผมเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอีกครั้ง

"คุณ..."

"ไง? พ่อช็อคโกแลต"

!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : โอ๊ว~~~! คราวนี้ยากๆๆๆ ฮ่าๆๆ

คุณเชคขึ้นไว้ซะดีขนาดนั้น อีฟละกลัวจะต่อแล้วเจ๊ง~งิ ระทึกๆ

ครั้งนี้หนูทิมยังไม่มีบทเลยล่ะ~ แหะๆ ขอโทษนะจ๊ะ งิงิ

ปล. Mr.J เวอร์ชั่นคุณเชคเซ็กซี่มากๆ ขอบอก!!!

 

EDIT : เพิ่ม ๆ
ปล.2 แทบไม่ได้ต่อเรื่องเลยอะ~ (="=)๗ ส่วนนึงคือยังคิดไม่ออกว่าจะต่อยังไง

รอดูท่าที Mr.J อีกเอนทรี่นึงก่อนแล้วกัน ลัลล้า~ กลัวผิดคิว~

 

Scarecrow 08.5: Untitled

posted on 06 Feb 2008 12:58 by dcdiary  in Scarecrow

ผมมีแผนของผม

พวกเขาก็มีแผนของพวกเขา

 

แต่นี่ ไม่น่าจะใช่แผนการของใคร (ถึงจะใช่...ก็...)

 

ขณะนี้ ผมอยู่ในที่เกิดเหตุ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตผมอยู่นอกเหนือการควบคุม

ผมนั่งอยู่ข้างๆ ร่างเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า หมดสติ บาดเจ็บ และต้องการความช่วยเหลือ

ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่รู้สึก...คุ้นเคย? ใช่ คุณอาจจะใช้คำนั้นบรรยายความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเวลาคุณเห็นบางอย่างที่คุณไม่เคยเห็น แต่คุณมั่นใจว่าคุณเคยเห็นมาแล้ว

 

บางสิ่งในตัวเขากระตุ้นความรู้สึก ‘เกลียดชัง' ของผม ทั้งที่ผมไม่เคยนึกเกลียดใครที่ไม่เคยพบกันมาก่อน

 

สิ่งที่ผมควรจะทำอย่างที่สุด คือปล่อยเขาไว้แบบนั้น จนกว่าคนอื่นจะมาพบ หรือจนกว่าเขาจะตายไปเอง

ผมควรจะไปตามทางของผมต่อ
แต่เจ้าความเกลียดในใจมันฉุดผมเอาไว้ มันกระซิบข้างหูผม...

...อยู่ก่อนสิ...

 

ย้อนกลับไปช่วงเช้า ผมออกจากสถานที่ลับของโจ๊กเกอร์โดยไม่ได้พบเขา ไม่รู้ว่าเขาไปไหน ดังนั้น ก็เลยไม่ได้ถามเรื่องที่อยากจะถาม

ผมไม่ได้รู้สึกผิดอะไรที่จากมาโดยไร้คำอำลา หรือคำขอบคุณ ถ้าจะรู้สึก ก็แค่รู้สึกค้างคาใจเล็กน้อย

เมื่อได้ออกมาเดินบนถนนอีกครั้ง สัญชาตญาณเรียกร้องให้ผมย้อนกลับมาดูที่เกิดเหตุ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการกระทำที่เสี่ยงและไร้เหตุผล แต่ก็มาจนได้

หากตำรวจไม่รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้พวกเขาก็คงจะรู้กันแล้ว...ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกเบื่อ มันเร็วเกินไป ยังใช้ประโยชน์จาก คริส การ์แลนด์ ได้ไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย

 

ผมไม่คาดหวังว่าจะได้พบอะไรในที่เกิดเหตุซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ค้นพรุนไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งรอบ...แต่ผมก็พบเขา...

เขาช่างดูอ่อนแอ เปราะบาง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

 

ผมพยายามนึกหาเหตุผลที่ทำให้ผมเกลียดเขา แต่หาไม่เจอ

ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่สามารถควบคุมความเกลียดชังที่เกิดขึ้นได้

เกลียด เกลียดมาก เกลียดจนอยากจะสับเปลี่ยนบุคลิก ปลุกให้เขาฟื้น แล้วทำให้กลัวจนหัวใจหยุดเต้น

เกลียดจนไม่อาจปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้

 

ระหว่างปล่อยให้เขาตายกับช่วยเขา ผมเลือกอย่างหลัง

มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ว่ามั้ยครับ?

ช่วยเขา...แล้วค่อยทำให้เขาตายด้วยมือผมเอง...เข้าท่ากว่าตั้งเยอะ

 

ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ระหว่างที่เขายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ผมสัญญากับตัวเองว่าจะดีกับเขา จะดีกับเขาให้มากที่สุด ผมจะปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันเลยละ

 

ส่วนความเกลียดของผม ผมจะเก็บไว้ชั่วคราว ล็อคกุญแจ ขังมันไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

 

อืม...

ถ้าห้องแล็บของผมยังไม่โดนทำลายไปก็ดีสิ

แบบนี้ เห็นทีจะต้องกลับไปขอยืมใช้สถานที่ของโจ๊กเกอร์อีกครั้ง

การกระทำโดยพลการของผมอาจทำให้โจ๊กเกอร์ไม่พอใจ แต่ผมมั่นใจว่าผมคุมเหยื่อของผมได้ รับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขาแน่

 

แผนเปลี่ยนแล้ว

-Jonathan Crane-

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

EVE : อ่านของ Robin 03 แล้ว เลยลงมือเขียนเอนทรี่นี้เพื่อจะเชื่อมเรื่องจุดเล็กๆ ให้เหตุการณ์ดูต่อเนื่องขึ้น(หรือมันจะกลายเป็นงงขึ้นไม่รู้แฮะ???)

เนื้อหาในเอนทรี่นี้ ตั้งใจให้เเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนทิมจะฟื้นขึ้นมาท้ายเอนทรี่ Robin 03: 007

(ไม่มีรูปประกอบด้วย แหะๆ)

ปล. 08.5 นี้ อีฟเขียนเองไม่ได้คุยตกลงกันไว้ก่อน หวังว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับเรื่องใหญ่ๆ นะก๊ะ แหะๆ~ (หัวเราะเการังแค ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ~ เลวอีก)

+ ช่วงนี้อีฟน่าจะปล่อยไก่วิ่งเพ่นพ่านหลายตัวอยู่ เพราะไม่ได้หาข้อมูลอะไรเพิ่ม

++ อยากอ่านไดฯโจ๊ก

+++ เขียนเองเริ่มหลุดเองบ่อยๆ ฮ่า~ความจำปลาทองมาก

++++ อีฟเริ่มสับสนลำดับเหตุการณ์แหละตัว

+++++ ต่อๆ ไปอาจได้ขึ้นต้นเรื่องประมาณ Previously on Scarecrow.... 555+ กลายเป็นซีรี่ส์ไปเลย

รอคุณเชคมาต่ออย่างจดจ่อ~

ลัลล้า~~~

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อีดิทบ่อยเลย งวดนี้ วุ้ย~

สาเหตุที่อีดิท งวดล่าสุด - ฆ่าไก่ ไก่ตัวเบ้อเริ่มอีกต่างหาก..... (= =)" ปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้
คนที่เห็นไก่ตัวนั้นตอนยังมีชีวิตอยู่ก็เงียบๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปซะ~หึหึ

Scarecrow 08: Behind my wheel

posted on 01 Feb 2008 21:03 by dcdiary  in Scarecrow

 

 

ทุกครั้ง

ก่อนจะก้าวออกไป

ผมมักจะคำนึงถึงก้าวถัดไป

และอีกก้าว

และอีกก้าว...เสมอ

ชีวิตของผมดำเนินไปตามการคำนวณ และมันเคยเป็นเช่นนั้นมาตลอด

 

ชีวิตผม

ผมเป็นผู้ควบคุม

เป็นคนขับ

พวงมาลัยอยู่ในมือผม

 

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้

เมื่อพวงมาลัยถูกกระชากออกจากมือ

ชีวิตผมก็เบนออกจากเส้นทางที่ควรจะเป็น

 

ผมกลายเป็นผู้โดยสาร

นั่งมองชีวิตตนเองเคลื่อนต่อไป

ไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน

 

 

 

 

สำหรับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

คราวนี้ ผมจำได้อย่างชัดเจน

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ทำให้ผมไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่ามันเป็นเพียงหนึ่งในฝันร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนของผม

ร่องรอยแห่งความจริงที่ปรากฏบนร่าง ตอกย้ำให้ผมนึกถึงมัน อยู่กับมัน

 

ผมทำอะไรลงไป

อะไรเกิดขึ้นกับตัวผม

และเพราะเหตุใดผมจึงมาอยู่ที่นี่ บนเตียงนี้

ทุกเหตุการณ์ยังกระจ่างอยู่ในหัว

 

เช่นเดียวกับสัมผัสของโจ๊กเกอร์ซึ่งยังตกค้างอยู่ในตัวผม...

โจ๊กเกอร์...

ผมแปลกใจมากที่ได้พบเขา

และแปลกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อมันไม่ใช่แค่การ ‘บังเอิญ' ผ่านมา

เขา ‘จงใจ' มาหาผม

เพื่อ...ช่วยผม?

ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ต้องการเป็นตุ๊กตาให้ใครต่อใครหิ้วไปไหนมาไหนตามแต่ใจอยาก

...แต่ผมก็ต้องขอบคุณเขาในเรื่องนั้น...

 

ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างนั้นนะครับ

แต่ถ้าจะให้พูด...

ในสภาพปกติ ผมไม่เคยคิดถึงการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน

...ไม่...

ต้องบอกว่า...โดยเฉพาะกับเพศเดียวกัน

ไม่ใช่ว่าผมต่อต้านการรักร่วมเพศ นั่นเป็นรสนิยมทางเพศของแต่ละบุคคล

เพียงแต่ว่า... Anal Intercourse มันไม่ถูกสุขลักษณะ ช่องทวารหนักของคุณอาจได้รับความเสียหาย เกิดการฉีกขาด เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ นอกจากนั้นคุณยังมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าการร่วมเพศปกติอีกด้วย

 

 

 

เอาละ

ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ระหว่างที่ผมหมดสติ แต่คิดว่าควรจะลุกจากเตียงเสียที

ผมลุกขึ้นนั่ง ...แล้วก็ต้องค้างอยู่ท่านั้นพักใหญ่ๆ

แค่ขยับสะโพกเล็กน้อยก็เจ็บจนอยากลงไปนอนอีกรอบ

ผมอนุญาตให้ตัวเองร้องได้ ...แต่แค่เบาๆนะครับ... ไหนๆ ก็ไม่มีใครมองแล้ว

ถึงการออกเสียงจะไม่ช่วยให้ความเจ็บลดลง แต่ก็ช่วยให้สมองเบนความสนใจไปทิ่กิจกรรมอื่นชั่วขณะ...

 

คอนแทกต์เลนส์ถูกถอดออกไปแล้ว แต่ผมพบแว่นตาของผมที่หัวเตียง มีกระดาษเล็กๆ สอดระหว่างขาแว่น

ผมใส่แว่น อ่าน

‘นอนพักให้เต็มที่ -J-'

ไม่รู้สินะ แต่ข้อความนี้ทำให้ผมยิ่งอยากลุกจากเตียง

 

เมื่อความเจ็บเริ่มจางลง ผมนับหนึ่งถึงสิบแล้วลุกขึ้นยืน รับความเจ็บระลอกสอง

จากนั้น ผมเดินกระย่องกระแย่งไปที่ประตู หยุดพักชื่นชมความพยายามในการกระเสือกกระสนของตัวเองครู่หนึ่ง แล้วเปิดประตู

แปลกใจเล็กน้อยที่มันไม่ได้ล็อค

ผมเดินสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องที่มีแสงไฟ ประตูเปิดแง้มอยู่ กลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟลอยมาปะทะจมูก ผมดันประตูเบาๆ แทรกตัวเข้าไปภายในห้อง

ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยแบบแปลนที่ถูกขีดฆ่า และแบบร่างที่ถูกขยำเป็นก้อนกลม

ผมเดินโดยระวังไม่ให้เหยียบพวกมันเข้า

 

โจ๊กเกอร์อยู่ในห้องนั้น...

เขาฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะทำงานตัวใหญ่

บนโต๊ะมีกระดาษสุมซ้อนกันหลายแผ่น แต่ละแผ่นมีแบบร่างของสิ่งประดิษฐ์ที่ผมดูไม่ออกว่าเป็นอะไร

"โจ๊กเกอร์?" ผมเรียก เขายังฟุบอยู่ที่เดิม

ผมเดินเข้าไปใกล้ ชะโงกหน้าข้ามไหล่เขา เห็นเหยือกกาแฟ และถ้วยที่กาแฟพร่องไปครึ่งหนึ่ง

โจ๊กเกอร์กำลังหลับ ใบหน้าของเขาดูดีขึ้นเมื่อไม่มีรอยยิ้มประดับ

อืม...ไม่ใช่แค่ดูดีขึ้น...แต่ดูดีขึ้นมากเลยละ

ผมก้มลงมองหน้าเขาใกล้ๆ เห็นแพขนตาสีเขียวแก่สั่นไหวน้อยๆ ตามการเคลื่อนไหวของลูกตา

 

อยากรู้จริงว่าอาชญากรผู้โด่งดังอย่างโจ๊กเกอร์กำลังฝันถึงอะไรอยู่?

 

ตามแผนการของผม

ผมจะเป็นฝ่ายไปหาเขาเมื่อผมอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด เพื่อจะได้วิเคราะห์เขาให้สมอยาก

แต่กลายเป็นว่าเขากลับเป็นฝ่ายมาหาผมในสภาพที่ผมย่ำแย่ที่สุดแทน

 

ผมเรียกเขาอีกครั้ง แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

...คงเพลียมาก

ผมสังเกตเห็นว่าเขานอนทับกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ จึงดึงมันออกมา บนกระดาษแผ่นนั้นมีคำเพียงคำเดียว แต่มันถูกเขียนซ้ำๆ จนเต็มพรืดไปทั้งหน้า

AWAKE!

ผมเหลือบมองเขาอีกครั้ง

เขาพึมพำอะไรบางอย่าง มุมปากมีรอยยิ้มจางๆ

ผมเอียงหูเข้าไปฟังใกล้ๆ

"...ดีขึ้นแล้ว...ช็อคโกแลต...อีกชั่วโมง....จะมาใหม่...รอนะ......อย่าซน....."

....................................?

หมายความว่าเขาเข้าไปเช็คอาการผมทุกชั่วโมงหรือเปล่า?

ถ้าผมเข้าใจถูกละก็...

"บ้าแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอก" ผมจงใจพูดให้ตัวเองฟัง คนอย่างเขาไม่น่าจะทำเพื่อใครถึงขนาดนั้น

แต่ถ้าเขาทำล่ะ?

"หยุดเลย ไม่มีทาง" ผมดุตัวเอง

อย่างี่เง่าน่าโจนาธาน

 

...ฉวยโอกาสตอนนี้ออกไปจากที่นี่ซะ แล้วพร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับมาเผชิญหน้ากับโจ๊กเกอร์... ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวผม มันเป็นความคิดที่น่าสนใจมาก แต่ผมยังลังเลอยู่

ถ้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบผม เขาจะทำยังไงนะ?

 

บนโต๊ะ นอกจากกระดาษ แก้ว และเหยือกกาแฟ ยังมีกล่องพยาบาล...

ผมรั้งสายตากลับไปมองโจ๊กเกอร์อีกหน

มือขวาของเขามีผ้าพันแผลพันไว้ ไม่เรียบร้อยนัก

...คงจะทำเองไม่ถนัด

ผมลังเลอยู่แค่เสี้ยววินาที ก่อนลงมือทำแผลให้เขาใหม่

 

มือของเขาใหญ่และอุ่น หากเทียบกับมือผม...

"แผลไม่สะอาดน่ะทำคนตายมานักต่อนักแล้วนะคุณ" ผมพูดกับเขาขณะทำความสะอาดแผลให้ใหม่ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ได้ยินผม

แผลนี้...ได้มาเพราะช่วยผม...

ไม่ลึก คงไม่เหลือรอยแผลเป็น

ค่อยยังชั่ว...

เดี๋ยว! ค่อยยังชั่วอะไรกัน? จะเป็นแผลเป็นหรือเปล่าเกี่ยวอะไรกับแกล่ะ โจนาธาน

ทำแผลเสร็จแกก็จะไปจากที่นี่ ใช่มั้ย? หือ?

"..."

เรื่องนั้น...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ตัดสินใจไม่ได้

 

"คุณช่วยผมทำไม? คุณ...รู้สึกยังไงกับผมกันแน่?" ผมถาม

"...อร่อย..." เขาละเมอขึ้นมาพอดี

"ครับๆ" ผมถอนใจ ทั้งขำทั้งโมโห

ตอนที่ผมถามเขาว่า คุณอยากมีอะไรกับผมเพราะความต้องการอย่างเดียวเหรอ?' ผมต้องการได้ยินคำตอบที่ลึกกว่านั้น

ผมอยากรู้ว่า...สำหรับเขา ผมเป็นอะไร?

เพื่อนนักโทษ?

จิตแพทย์?

ขนมหวาน?

หรือ...

หนึ่งในเครื่องมือปลดปล่อยความต้องการทางเพศ?

ถ้า...แค่นั้น...ผมก็จะได้มองเขาในแบบเดียวกัน

จะได้...คิดได้อย่างสบายใจ...ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น

ก็แค่ เซ็กซ์...

 

หลังทำแผลเสร็จ ผมค่อยๆ วางมือเขาลงที่เดิม แต่เขากลับจับมือผมเอาไว้ ผมมองหน้าเขา แต่เขายังหลับตาอยู่

"โจ๊กเกอร์? คุณตื่นแล้วใช่ไหม?" ผมถาม

เขาหัวเราะเบาๆ อย่างน่าหมั่นไส้ทั้งที่ยังหลับตา

ผมชักอยากเอากล่องพยาบาลทุบหัวเขาสักที

"ถ้าคุณตื่นแล้วแต่คุณยังแกล้งหลับ ผมจะฆ..."

ผมพูดไม่ทันจบประโยคเขาก็ลืมตา

"จะมีอะไรกับผมอีกรอบ?" เขาต่อ เสียงงัวเงีย

"ม...." ผมพยายามดึงมือออก แต่เขาบีบมือผมแรงขึ้น

"คุณน่ะมือหนักรู้ตัวมั้ย? ถ้าคุณไปเป็นหมอรักษาคนไข้ สงสัยคนไข้ได้ตายคามือ"

"เหรอ แล้วทำไมคุณยังไม่ตายอีกล่ะ?" ผมถาม รู้สึกได้เลยว่าเลือดฉีดขึ้นหน้า

เขาดึงมือผมไปเลีย

"ตายแล้ว"

"?"

"ตายไปหลายรอบแล้ว"

"หมายความว่ายังไง?" ผมไม่เข้าใจ ตามเขาไม่ทัน

เขาหัวเราะราวกับนั่นเป็นคำถามที่ตลกที่สุดในโลก

ผมถามซ้ำ ไม่เข้าใจจริงๆ แต่เขาไม่ตอบ กลับถามเรื่องอื่น

"จะไปแล้วใช่ไหม?"

"..."

"ถ้าคุณอยากไป ผมจะไม่รั้งคุณไว้ สัญญา" เขาหลับตาอีกครั้ง

ผมพยายามดึงมือออกเป็นครั้งที่สอง แต่เขาจับไว้แน่น

"แล้วมือนี่อะไร?" ผมถามเขา

"ปากสัญญา แต่มือไม่เกี่ยวนี่" เขาตอบยิ้มๆ

ผมจับกล่องพยาบาล ชั่งใจว่าจะทุบหัวเขาจริงๆ สักทีดีไหม

"คืนนี้...คุณหมอกลับไปนอนพักก่อนเถอะนะครับ ไว้หายดีแล้วค่อยไป อย่าดื้อเลยนะ" เขายังคงยิ้มขณะพูด แต่เสียงจริงจังขึ้น

"ทำไมผมต้องทำตามที่คุณบอก?"

"เพราะผมเหนื่อยมาก คงตามไปช่วยคุณอีกไม่ไหว" เสียงเขาเริ่มงัวเงียอีกครั้ง

"ผมดูแลตัวเองได้" ผมบอกเขา

เขาออกแรงฉุดผมอย่างกะทันหัน ผมใช้มืออีกข้างยันโต๊ะไว้ทัน แต่นั่นก็ทำให้ความเจ็บที่หายไปกลับมาเสนอหน้าอีกรอบ

"โอ๊ย!"

"นั่นไง..." เขาพึมพำ "...สภาพอย่างนี้ใครก็เอาชนะคุณได้"

"ลองอีกทีสิ?" ผมท้า

"ไม่เอาแล้ว หมดแรง" เขาบอก คลายมือออก แต่ยังวางมือไว้บนมือผม

 

เขายอมผมเพราะกลัวจะทำให้ผมเจ็บ...

แต่ที่ไม่พูดออกมาตรงๆ....เพราะ....คิดว่านั่นอาจทำให้ผมเสียหน้า

ความคิดที่โผล่ขึ้นมาในหัวทำให้ผมรู้สึกบอกไม่ถูก

นี่ผมเป็นอะไรไปแล้ว ทำไมคิดแต่อะไรงี่เง่า มันจะเป็นไปได้ยังไง? เป็นไปไม่ได้หรอกน่า

โจ๊กเกอร์ไม่มีทางคิดอะไรแบบนี้หรอก ไม่มีทางเลย เป็นไปไม่ได้แน่นอน ผมคิดมากไปเองต่างหาก

 

"...อาจจะรัก..."

จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาอีก แต่เสียงเบามาก ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า

"คุณว่าไงนะ?" ผมถามเขา เสียงดังกว่าที่ตั้งใจ

เขาไม่ตอบ

"โจ๊กเกอร์ เมื่อกี้คุณพูดว่าไงนะ?" ผมถามซ้ำ

แต่คราวนี้ ดูเหมือนเขาจะหลับไปแล้ว...ผล็อยหลับไปจริงๆ

ผมดึงมือออกได้อย่างง่ายดาย

 

 

ก็ได้ คืนนี้ยังไม่ไปก็ได้

แต่พรุ่งนี้ ผมจะถามเขาให้รู้เรื่อง

ประโยคสุดท้ายนั่น...เขาตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่?

 

...ก็ได้ ผมจะปล่อยให้เขาอยู่หลังพวงมาลัยต่อไปอีกหน่อย...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EDIT : นิดนึงนะตัว

อา...เขียนถึงโจ๊กทีไรก็คิดถึงฮีธ...คุณยังไม่ได้ใช้ชีวิตโจ๊กเกอร์เลย...

เฮ้อ......อือ.......

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : อา...เสร็จแล้ว มาต่อไวๆ นะจุ๊บๆ รออยู่ ฮิฮิ (อัพดึกเลยเรา....แต่ก็อัพแล้วนะ แง่มๆ)

ปล. ตอนแรกกะให้โจ๊กเกอร์พูดเถื่อนกว่านี้ แต่เปลี่ยนใจ 555 เห็นเอนทรี่โจ๊กใช้คำสุภาพกะหมอเครนนี่นะ(ยกเว้นตอน...น่ะนะ หึึหึ)

+ ยังไงภาษาอังกฤษมันก็มีแ่ต่ I ล่ะฟระ~กร๊า


++++คราวนี้มาแบบขาวเว่อเป็นพักๆ
ถ้าไม่แน่ใจว่าจะพลาดจุดไหนไป ก็ Ctrl + A อ่านไปเลยจ้ะฮ่าๆๆ
(แต่สังเกตเห็นง่าย...ไม่พลาดหรอกมั้ง)
ส่วน เอ้อ ถ้าอายุไม่ถึง..ก็..นะ..

+แปลงร่างเป็นฟิคสมบูรณ์แบบ ฮ่าๆ+

 

Scarecrow 07: The other side of Gotham City Pt.2 - Blood and Vanilla

กลิ่นวานิลลา....

เตียง...

เสียงเสื้อเสียดสีกันดังน่ารำคาญ...

นี่ผมกลับมาอยู่ที่บ้านแล้วเหรอ?

ไม่ใช่หรอก.......

ไม่ใช่บ้าน...

อย่าหลับ...

หลับไม่ได้...

"นายแน่มาก ดื่มรวดเดียวหมดแบบนั้นรู้สึกยังไงบ้างล่ะ? ไอ้นั่นน่ะ ที่จริงแค่จิบๆ ก็ออกฤทธิ์แล้ว"

ไม่เข้าใจ...พูดถึงอะไร?

ทรมาน....

อยากนอน...แต่ว่า...ร่างกายมัน...

อึดอัด...

ร้อน ร้อนมาก....

อยากจะ.....ปลดปล่อย...

....ปลดปล่อยอะไร?....ไม่รู้สิ....

"อ.......อา......."

ได้ยินเสียงตัวเอง....

ร่างกายตอบสนองกับสัมผัสอุ่นชื้นที่ไล้จากซอกคอลงไปถึงยอดอก...

อะไร? ทำอะไรน่ะ?

สัมผัสหยอกเย้าที่...จุดนั้น...ทำให้ร่างกายกระตุก...เกร็ง...เสียวปลาบไปทั้งตัว

ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว...

เสียงครางลอดจากริมฝีปากครั้งแล้วครั้งเล่า...คุมไม่อยู่...

"แค่จูบแรกก็รู้แล้ว...นายไม่ใช่พวกนั้น... ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเป็นใคร หรือหนีออกมาจากคฤหาสน์ไหน คุณหนู... แต่จะบอกอะไรให้ โลกภายนอกมันมีสถานที่ที่ไม่ควรไปอีกมาก"

เสียง...ดังอยู่เหนือหัว สลับกับเสียงหอบ

ผมเป็นใคร....มาจากไหน....งั้นเหรอ?

ผม.......

...นกตัวนั้น...

คุณย่า....

นกตัวนั้นยังไม่ตาย...

มันยังดิ้นอยู่บนพื้น

ทั้งที่ถูกเด็ดปีกออกทั้งสองข้าง...แต่ก็ยังพยายามจะบิน

อย่า....

พอแล้ว.....

คุณย่าครับ....อย่า

ไม่.............อย่าทำมัน...........

นกกางเขน

หุ่นไล่กา

กา ฝูงกากำลังฉีกกินซากนกกางเขน

....นกกางเขนตายรึยังนะ?

...เลือด...

หุ่นไล่กากับนกกางเขน

ตัวผม...

ผมเป็นใคร....

เฮ้ย! ไอ้หุ่นไล่กามานั่นแล้วว่ะ อย่ามาทางนี้นะ! ไป! ไอ้ตัวประหลาด!'

เด็กคนนั้นพูดถึงอะไร?

หุ่นไล่กา? ตัวประหลาด? ผม?

ไม่ใช่ ผมไม่ใช่หุ่นไล่กา ไม่ใช่ตัวประหลาด

ผมมีชื่อ...

"คริส... คริส การ์แลนด์.... ชื่อคริสเหรอเราน่ะ? น่ารักดีนี่ หือ...อายุน้อยกว่าที่คิดนะเนี่ย..."

ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ชื่อของผม

"โอ้ พกปืนซะด้วย ...หน้ากากนี่อะไร? สยองชะมัด ไม่มีพวกวาสลินบ้างเหรอ?"

........เงียบหน่อย......

อย่ากวน...ผมกำลังนึกชื่อตัวเองอยู่

"ช่างเถอะ...ไม่ใช้ก็ไม่ตายนี่นะ เคยมีประสบการณ์มาบ้างหรือยังล่ะ?"

ร่างกายไม่อยู่ในการควบคุม...

เลือดสูบฉีดแรง...ร้อนจนทนไม่ไหว....

"ถ้ายัง....เดี๋ยวจะสอนให้ฟรีๆ...."

อีกแล้ว...สัมผัส...ที่เหมือนจะหยอกเล่น...

ไม่เอาแบบนี้สิ...

ต้องการ...อย่างอื่น...ต้องการมากกว่านี้...

อืม...

หุ่นไล่กา...

ภาพหุ่นไล่กาสะท้อนบนกระจก

ทำไม? จะพูดอะไร? อยากพูดอะไรงั้นเหรอ?

ว่าอะไรนะ...

ลืมตา...?

"คริส...ขอฉัน...นะ..."

ไม่ใช่...อย่าเรียกแบบนั้น...เรียกชื่อผมสิ...

ขาถูกแยกออก...มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้กางเกง...

สัมผัสตรง...

ไม่มีอะไรขวาง

ได้ยินเสียงตัวเองหอบถี่...บิดตัว...

มือข้างนั้นลูบเปะปะ...

เจ็บ!

โดนอะไรเข้าล่ะ?

อ้อ ใช่ นึกได้แล้ว ผมมีแผลนี่นะ ...ยังไม่ยอมหายสักที

แผลนี้.....

โจ๊กเกอร์....

แผลนี้ได้จากโจ๊กเกอร์...

ใช่แล้ว

ได้มาตอนอยู่ในอาร์คัม...

ความเจ็บทำให้สติที่ล่องลอยค่อยๆ กลับคืนมา...ผมรับรู้ถึงสภาพรอบตัวมากขึ้น...

หุ่นไล่กา....

หุ่นไล่กาขยับ...

ในหุ่นไล่กามีคน...

ผม...

?

..................................

ลืมตาได้แล้ว โจนาธาน...'

.................................

ผมลืมตา...

สิ่งแรกที่เห็น...นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้า...สีของน้ำทะเล

ชายคนนั้นคร่อมตัวผมอยู่ เส้นผมสีทรายระอยู่บนหน้าผม เขาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า...อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่...

มือเขาสอดคาอยู่ในกางเกงผม...

"ไงคริส..." เขาพูดปนหอบ ขยับมือ

ทั้งที่รู้สึกรังเกียจ แต่ร่างกายผมกลับตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเขา

เสียงร้องหลุดรอดจากริมฝีปากอีกครั้ง...ถึงจะพยายามกลั้น

"อ...."

"จะฝืนไปทำไม? อีกเดี๋ยวเดียวก็จะได้ขึ้นสวรรค์แล้ว" เขาขยับมือถี่ขึ้น

ผมขบกราม...

ใจเย็น มือเท้าไม่ได้ถูกมัด ดูสิ...รอบตัวมีอะไรบ้าง?

ปืนกระเด็นไปอยู่ไกลถึงหน้าประตู

บนเตียง...ของจากเป้ผมกระจายเกลื่อน

หน้ากาก...

IDcard ของ คริส การ์แลนด์...

ไดอารี่....

ปากกา....

ผมคว้าปากกา

แทงคอเขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี

เขาคำราม

...เลือดไหลโกรก...

น่าเสียดายที่เขาใช้มือกันเอาไว้ได้

...ปากกาแทงทะลุมือเขา...
...มันอยู่ห่างจากคอเขาแค่ไม่ถึงมิล. ผมเพิ่มแรงอีก

เขากำมือผมเอาไว้แน่น หน้าตาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด

ผมได้ยินเสียงกรามตัวเองลั่นอยู่ในปาก

กลิ่นเลือดคาวคลุ้งทั่วห้อง...สบายจมูกกว่ากลิ่นวานิลลาเยอะ

ตาย...ตาย...

ตายเถอะ...

ถ้าอยากขึ้นสวรรค์นักก็รีบตายๆ ไปซะ

ผมทุ่มแรงทั้งหมดในการกดปากกาลงไปบนคอเขา ส่วนเขาก็ทุ่มแรงทั้งหมดในการยับยั้งไม่ให้ผมทำสำเร็จ

และ...ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนั้นเอง

ประตูห้องเปิดออก....

สมาธิของผมถูกเบนออกไป

เด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง เก็บปืน

หันปากกระบอกมาที่ผม...

ผมมองเขา

เขาจ้องกลับ

ผมจำเขาได้

เด็กหนุ่มคนนั้น...คือคนที่ผมปล่อยตัวไปเมื่อหัวค่ำ...

เขาสอดนิ้วเข้าที่ไกปืน...

ผมยอมรับว่าตกใจ คาดไม่ถึง

ปากกาหลุดจากมือผม...

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาที...

ชายคนนั้นดึงกางเกงผมลง

แทรกตัวเข้าไปในร่างผม

แรงกระแทกของเขาทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกฉีก

ผม...ร้อง...

ในวินาทีนั้น เสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันสามนัด

...กลิ่นคาวเลือดกลบกลิ่นวานิลลาสนิท...

ชายคนนั้นตายทั้งที่ยังคาอยู่ในร่างผม

เด็กหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม ปืนเล็งค้าง...

...สั่น...

เด็กคนนี้ไม่เคยฆ่าคน

เขาอาจจะคิดฆ่าผมเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

แต่ความจริงคือ เขาไม่เคยฆ่าใครมาก่อน

"ทำไม?" ผมถามออกไป เสียงของผมอาจจะสั่นยิ่งกว่ามือของเด็กหนุ่มคนนั้นเสียอีก

เด็กหนุ่มส่ายหน้า...ทิ้งปืนลง

"ฉ...ฉัน...ฉัน...สะกดรอย...ต..ตาม...มา....." เขาพูดตะกุกตะกัก ตามองเลือดที่เริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างบนผ้าปูที่นอน

ผมผลักร่างไร้วิญญาณออกจากตัว

สายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนมาจับที่ขาผม มองหยดเลือดบนผ้าปูที่นอนใต้ร่างผม

...ร่างกายผมยังคงต้องการ...

"ถ้ายังคิดจะฆ่าผมก็รีบๆ ทำซะ" ผมลงจากเตียง ก้าวเข้าไปหาเขา

หยดเลือดไหลลงมาตามหว่างขาผม...หยดลงบนพื้นห้อง

เขามองตาม...แล้วตวัดสายตากลับมามองหน้าผม ใบหน้าเป็นสีแดงจัด

"นั่น..."

"That's Fuckin' hurt"

ผมตอบ

แล้วผมก็จูบเขา

 

ผมทำไปตามสัญชาตญาณ ทำไปตามความปรารถนาของร่างกาย วินาทีนั้นผมไม่สนว่าใครหน้าไหนจะเข้ามาในห้อง ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถึงโลกจะถล่มทลายไปผมก็ไม่สน

ผมต้องการการปลดปล่อย

เด็กหนุ่มคนนั้นหอบหายใจ เขาพยายามขัดขืนในตอนแรก แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นโอบร่างผมเอาไว้ มือของเขาลูบไล้แผ่นหลังผม เขาตอบสนองต่อการรุกของผมอย่างขัดเขิน แล้วเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน

จูบของเขาไม่เหมือนจูบที่ผมได้รับจากชายที่ไปสวรรค์เรียบร้อยแล้ว...มันไม่รุนแรง แต่ดิบกว่า

เป็นจูบที่ไร้การเสแสร้ง

เขาพลิกผมชิดกำแพง ยกร่างผมขึ้น ขาของผมเกี่ยวกระหวัดอยู่กับสะโพกของเขา

ร่างของเราแนบชิดกัน

จังหวะการหายใจของผมประสานเป็นหนึ่งเดียวกับเขา

เช่นเดียวกับการเต้นของหัวใจ เช่นเดียวกับร่างกาย

เขานิ่งอยู่ในร่างผมชั่วขณะ ลังเล...

ผมรั้งศีรษะเขาเข้ามาแนบอก

เขาเริ่มขยับ

ผมเกร็ง...เจ็บ...แต่ในความเจ็บปวดมีความเจ็บอีกชนิดสอดแทรกอยู่...ความเจ็บชนิดหลังนี้เอง ที่ทำให้ผมร้องออกมา...เขาขบซอกคอผมเบาๆ ปลายลิ้นอุ่นๆ ของเขาสัมผัสผิวผม สติของผมแทบจะหลุดไปเดี๋ยวนั้น ผมเร่งเขา บีบรัดเขา

"...อีกซิ..." เขากระซิบข้างหูผม "อยากได้ยินเสียง..."

จังหวะของเขาเร็วขึ้น ลึกขึ้น

ผมแหงนหน้า...ได้ยินเสียงครางของตัวเอง...

เขาซุกหน้ากับซอกคอผม ใบหน้าของเขาอุ่นจัด...

แล้ว...เขาก็ถามผม...เสียงของเขาส่งผ่านร่างผม เกิดความสั่นสะเทือนน้อยๆ...
...ผมตอบคำถามนั้น...

ผมบอกเขาว่าผมเป็นใคร...

"โจนาธาน...โจนาธาน เครน" ผมกระซิบชื่อผมข้างหูเขา

เขาเรียกชื่อผม...
เขาอาจหวังให้ผมถามเขาด้วยคำถามเดียวกัน...แต่ผมไม่ได้ถาม

ผมกอดเขา จูบเขา ปล่อยให้เขาครอบครองผม...

จากนั้น

ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่าง

อดีต...อนาคต...การวิจัย...ตัวตน...ผมโยนมันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

มีเพียงขณะนี้...ตอนนี้...

ผมขยับไปตามจังหวะของเขา

ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากเขา

เขาพร่ำเรียกชื่อผมซ้ำๆ

...เสียงของเขาเติมเต็มบางสิ่งในตัวผม...

และ...เมื่อถึงที่สุด...

เมื่อความรู้สึกอันรุนแรงที่ไม่สามารถบรรยายได้แล่นผ่านร่าง...ผมกอดเขาไว้แน่น

ผมรู้สึกราวกับหัวใจจะหยุดเต้น...

ทั้งเจ็บปวดและมีความสุขในเวลาเดียวกัน...
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้ม...

ผมไม่เข้าใจ ผมไม่ได้เศร้า...แต่ว่า...

เขากอดตอบ
...กระซิบชื่อผม จูบซับน้ำตาเบาๆ

แล้วมันก็จบลง

ผมกลับมาอยู่ในห้องที่อวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

กลับมาอยู่กับความจริง

...ผมเพิ่งมีเซ็กซ์กับเด็กหนุ่มที่คิดจะฆ่าผม และผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเขา...

"พระเจ้า..." เขาพึมพำ ใบหน้าของเขายังอิงอยู่กับโหนกแก้มผม "...พระเจ้า...."

"พระเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่" ผมบอกเขา

"...ฉัน...นี่มัน...เรา..." เขาตะกุกตะกัก

ผมได้ยินเสียงไซเรน คงมีใครแจ้งตำรวจเพราะได้ยินเสียงปืน โชคดีที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาในห้อง

"ตำรวจกำลังจะมา" ผมกระซิบ

เขาตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเขาซีดเผือด

ยังไงเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...
ผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจ

ใช่สิ เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมจะหวังให้เขาเป็นอะไรได้?

"ไป" ผมบอกเขา

เขามองหน้าผม

"รออะไรอยู่ ไปซะ เร็วเข้า ระวังอย่าให้ใครเห็น"

"ต...แต่...ฉันฆ่า..."

"คุณไม่เคยอยู่ที่นี่" ผมพูด ผลักเขาออก ก้มลงเก็บปืน

"หา?"

"คุณไม่เคยอยู่ที่นี่ คนฆ่าเขาคือผม"

"แต่..."

"ไป!"

เขาวิ่งออกไป วิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามอง...


อีกครั้งที่ผมรู้สึกเจ็บ

ผมยืนอยู่ในห้อง คำนวณเวลา มองสภาพรอบตัว

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังมึนหัวอยู่นิดหน่อย แต่คิดว่าคงเคลียร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก่อนตำรวจจะมาถึง...

เร็วเกินไป

นี่ยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะกลับบ้าน


...............................................................................................................................................

EVE : เฮ้อ...ในที่สุด...ในที่สุดก็....เหอเหอเหอ

ที่จริง(เหรอ?!)อีฟไม่ค่อยชอบอ่านฉากมีเลือด...แต่ทีเขียนเองทำไมเลือดสาดซะขนาดนี้ก็ไม่รู้นะ...ฮ่าๆ

สำหรับอีฟ อีฟว่าดร.เครนแกไม่ใช่คนโง่อะนะ แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกเท่าไหร่ แบบว่าทุ่มความสนใจกับการทดลองอย่างเดียวเลย...ประมาณนั้นอะ

บางครั้ง แอบคิดว่าดร.แกเป็นคนซื่อๆ นะ......


ปล.ครั้งนี้เขียนรวดเดียวแบบไม่ได้อ่านทวน ผิดพลาดประการใดวานแก้...เอ๊ย...ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยค่า~จุ๊บๆๆ
ปล.2 ชื่อตอนนี้...แอบคิดถึงหนังเรื่อง Blood and Chacolate แต่เรื่องนั้นไม่ชอบบทเท่าไหร่ ฮ่าๆ เค้าเชียร์ตัวร้าย กร๊า~

*ประกาศ จาก06 เป็นต้นไป จะเปลี่ยนรูปแบบการเขียนจากไดอารี่เป็นฟิกชั่นแล้วนะ แต่ยังใช้มุมมองของดร.เครนอยู่*

The other side of Gotham City Pt.1 - Body for sale

ถนนยามค่ำคืนของก็อธแธมซิตี้แทบไม่ต่างอะไรกับตอนกลางวัน

ผมไม่ได้เดินท่ามกลางผู้คนอย่างนี้มานานแล้ว

ไม่มีใครสนใจใคร

สายลมพัดปะทะใบหน้า กลิ่นน้ำหอมของโสเภณีย่านอันเดอร์ทาวน์ผสมกับกลิ่นน้ำครำโชยเข้าจมูก

ผมหยุดเดิน เหลียวมองรอบตัว

ในชั่วขณะนั้น มันเหมือนผมได้สัมผัสโลกอีกโลกหนึ่ง

เป็นโลกที่อยู่ซ้อนทับกับโลกที่ผมเคยรู้จัก

ที่หัวมุมถนน ผู้ชายที่คงจะทำอาชีพเดียวกับ คริส การ์แลนด์ พยายามเรียกลูกค้าด้วยการส่งสายตา อีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยคนหนึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือ เธอถูกผู้ชายสามสี่คนลากเข้าไปในหลืบ ไม่มีใครสนใจ

ใครบางคนกระแทกไหล่ผมจากด้านหลัง เป้ที่ผมสะพายอยู่ถูกกระชากไป

ผมวิ่งตาม

โจรกระชากเป้ยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม เขามุดลอดฝูงชน วิ่งซอกแซกผ่านซอกตึก เขารู้จักเส้นทางดีมาก อาจจะเคยทำอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว น่าเสียดายที่ครั้งนี้เขาเลือกเหยื่อผิด ในเป้ไม่มีของมีค่าสำหรับเขา...แต่มีค่ามากสำหรับผม

ผมวิ่งตามเขาเต็มฝีเท้า หลายครั้งที่เกือบจะจับเขาไว้ได้ แต่ก็พลาด

เราไล่กันมาจนถึงสุดถนน เขากระโดดข้ามรั้วลวดหนามเตี้ยๆ บริเวณนั้น

ผมตาม

หลังรั้วเป็นสถานที่รวมซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ เงียบ และมืด ผมน่าจะใช้ที่ตรงนี้ตั้งห้องแล็บได้ แต่...ไม่ใช่เวลามาคิดถึงเรื่องนั้น

เด็กหนุ่มคนนั้นหันมาเผชิญหน้ากับผม เขาพาดเป้ไว้บนไหล่ข้างหนึ่ง ใช้มืออีกข้างชักปืน

"เอาคืนมา" ผมบอกเขา เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย

เขายิงผม

ปืนไม่ใช่อาวุธที่มีความแม่นยำสูง และประสิทธิภาพของมันจะลดลงไปอีกเมื่ออยู่ในมือของมือปืนสมัครเล่น - เช่นเด็กหนุ่มตรงหน้าผม

ผมเข้าประชิดตัวเขา บิดข้อมือเขา เตะปืนออกไป เขาเตะขาผม เราล้มลงไปด้วยกัน เป้ของผมกระเด็นไปอีกทาง ของข้างในกระจายออกมา...รวมทั้งหน้ากาก มันไถลมาอยู่ตรงหน้าเขาพอดี

ผมกดแผ่นหลังเขาด้วยเข่าข้างซ้าย ตรึงร่างเขากับพื้น ดึงแขนเขามาด้านหลัง

ถ้าเขายังไม่เลิกดิ้น ผมจะหักแขนเขา

"อย่า!" เขาร้อง

"เห็นแล้วใช่มั้ย?" ผมถาม

"ไม่ ไม่เห็น ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น" เขาส่ายหน้า เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดเต็มหน้าผาก เขากำลังกลัว

ไม่ว่าเขาจะเคยทำอะไรมา เขายังเด็กเกินกว่าที่จะมาตายด้วยน้ำมือฆาตกรโรคจิต...อย่างผม

ผมปล่อยเขาไป

 

ฝุ่น ฝุ่นเต็มไปหมด

ผมเก็บของใส่เป้ ปัดฝุ่น เก็บหน้ากากเป็นอย่างสุดท้าย ดวงตากลวงโบ๋ของมันเขม้นมองผมราวกับไม่พอใจ

บางที สแกร์โครว์อาจไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผม

 

ผมปัดฝุ่นออกจากตัว มุ่งหน้าสู่ถนนอีกครั้ง

 

บนถนนยังมีคนเดินพลุกพล่าน เพื่อนร่วมอาชีพของ คริส การ์แลนด์ ยังยืนอยู่ที่เดิม ท่าทางคืนนี้เขาจะไม่มีโชค ผมเดินผ่านเขาไป

"ได้มาเท่าไหร่ล่ะ?" เขารั้งแขนผมไว้ ถามเบาๆ

"อะไร?" ผมหันไปมองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก

"ก็รู้ๆ กันอยู่ เหงื่อโชกเลยนี่"

ผมไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไร

"ขอทีเถอะ! แกจะตายอดตายอยากมาจากไหนฉันไม่รู้ แต่อย่ามาแย่งของคนอื่นเค้าแดก เข้าใจมั้ย?" เขาขึ้นเสียง ผลักผม "ถิ่นใครถิ่นมันสิวะ!"

โสเภณีสองคนที่ยืนอยู่อีกมุมหัวเราะ ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อน

"จะไปไหนก็ไป!"

"ผมไม่..."

"หุบปากไปเลย!!!"

เขาตะคอกใส่ผมอีกครั้ง ตามด้วยคำหยาบเป็นชุด หยาบที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา

ผมยืนนิ่ง คิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

จริงอยู่ ผมเคยมีเรื่องขัดแย้งกับศาสตราจารย์คนอื่นจนถึงขั้นทะเลาะวิวาท แต่อย่างน้อยเราก็ยังให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ส่วนนี่...

ผมไม่รู้ว่ามันควรจะเรียกว่าอะไร

 

"เฮ้ย แก" ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนมาจากอีกฟากของถนน และเดินตรงมาที่ผม

เขามีผมสีทราย สูงกว่าผมประมาณหนึ่งช่วงศีรษะ (ผมสูง 183 cm.) เขาโอบไหล่ผมอย่างสนิทสนม

ผมได้กลิ่นหอมคล้ายวานิลลาจากลมหายใจเขา

เขายกนิ้วกลางใส่คู่กรณีของผม แล้วหันมาจูบผม

เป็นจูบที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว และแรงเอาเรื่อง

"ไป ไปต่อกันอีกรอบ" เขาพูดเสียงดัง "ส่วนแก ยืนต่อไปเถอะ ยืนจนแห้งตายคามุมตึกก็ไม่มีใครหิ้วแกหรอก ฮ่าๆๆ"

ชายที่ยืนว่าผมอยู่เมื่อครู่อ้าปากค้าง ก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้และระเบิดคำด่าอีกรอบ ชายผมสีทรายก็ชิงตะโกน ‘FUCK YOU!' ลั่นถนนแล้วลากผมวิ่งหนี

 

"คุณทำอะไร?" ผมถาม เมื่อเขาปล่อยมือผม

เราวิ่งกันมาไกลจากจุดเดิมพอสมควร

"นายนั่นแหละทำอะไร? ยืนให้มันด่าอยู่ได้" เขาถามกลับ "ถ้าเป็นฉันนะ จะยืดอกด่ากลับไปเลย ทำไมล่ะ? ของดีใครก็ต้องการ นายมีดีมากกว่ามันนี่ ลูกค้าไม่ได้ตาบอดนะ" เขาตบไหล่ผม หัวเราะ นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเหมือนน้ำทะเลส่องประกายแวววาว

"ผม..."

เขาก้มลงจูบผมอีกครั้ง

มันกะทันหันมาก ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

เมื่อเขาสอดลิ้นเข้ามา ผมได้แต่ยืนแข็งทื่อ

ผมเพิ่งเคยถูกเพศเดียวกันจูบลึกแบบนี้เป็นครั้งแรก

มัน...รู้สึกแปลก

 

ผมควรจะตอบสนองยังไงล่ะ?

 

ผมยืนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น จนเขาถอนริมฝีปากออก

เขาหัวเราะเบาๆ

"เป็นอะไรไป? ตกใจเหรอ?" ใบหน้าเขายังคงอยู่ในระยะใกล้มาก เวลาพูด ริมฝีปากของเขาปัดโดนแก้มผม "หรือว่าฉันจูบห่วยเกินไป?"

ผมได้้แต่จ้องหน้าเขา คิดว่าน่าจะพูดอะไรออกไปสักอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดอะไร

"อา...จริงสิ ของซื้อของขายนี่นะ จูบนี่คิดเงินหรือเปล่า? โดนขโมยจูบแบบนี้คงรู้สึกขาดทุนสินะ?"

"....."

เขาขยี้เส้นผมสีทรายของตนเอง ท่าทางลำบากใจ

"อย่าทำหน้าเฉยสนิทอย่างนั้นสิ โกรธเหรอ? เอางี้ ฉันรู้จักบาร์ดีๆ อยู่ ให้ฉันเลี้ยงสักครั้งเป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน" เขาเสนอ ยิ้มกว้าง

ผมตัดสินใจเดินหนี เขาคว้าแขนผมไว้

"มาน่า"

 

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะตามเขามาทำไม...

บาร์ที่เขาว่าดี เป็นบาร์ระดับที่ผมไม่คิดจะเข้าถ้ายังอยู่ในฐานะ ดร.โจนาธาน เครน กลิ่นบุหรี่ผสมกับกลิ่นหวานเอียนๆ คล้ายวานิลลาฉุนกึกไปทั้งร้าน

ผมผงะ กลิ่นวานิลลาอีกแล้ว?

เขานำผมไปนั่งที่บาร์ผสมเครื่องดื่ม บาร์เทนเดอร์ผสมเครื่องดื่มให้โดยไม่ต้องสั่ง

กลิ่นวานิลลาทำให้ผมเวียนหัวขึ้นมานิดๆ ผมมองไปรอบร้าน คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น แต่งกายแนวเดียวกับคริส การ์แลนด์ - แนวเดียวกับที่ผมแต่งอยู่ ผมสาบานได้ว่าจะไม่ยอมแต่งตัวแบบนี้อีกเด็ดขาด

"นายไม่เหมาะจะแต่งพังค์เลยว่ะ" เขาพูดขึ้น หลังจิบเครื่องดื่มอึกใหญ่ "ก็โอเคอะนะ แต่งแล้วดูดี แต่ว่า ท่าทางอย่างนายน่าแต่งสูทแบบ....ยี่ห้ออะไรที่มันดังๆ น่ะ"

"ขอบคุณ" ผมพึมพำ

"ลองดูสิ จับพวกหัวสูง ขี้คร้านจะติดใจ"

"เหรอ?"

"คิดไงมาแถวอันเดอร์ทาวน์? นี่ ถามหน่อย อย่าว่าสอดรู้เลยนะ ทำไมถึงมาทำอาชีพนี้? ไม่รู้สิ...." เขายักไหล่ พูดต่อ "ท่าทางนายไม่เหมือนพวกนั้น คนละระดับว่ะ อำว่าเป็นนักศึกษาป.โทฉันก็เชื่อนะ"

ผมจบปริญญาเอกด้านจิตวิทยากับชีวเคมี ไม่ใช่นักศึกษาแต่เป็นศาสตราจารย์ ขอบคุณที่ออกความเห็น

"ไม่ดื่มเหรอ?" เขาเลื่อนแก้วมาให้ตรงหน้า

ก็ได้

เครื่องดื่มแก้วนั้นมีกลิ่นวานิลลาฉุนมาก

ผมกลั้นหายใจ ยกดื่มรวดเดียว ผมเป็นคนค่อนข้างคอแข็งคนหนึ่ง แค่แก้วเดียวปกติแล้วไม่มีผลอะไรนักหนา ดื่มๆ ไปเขาจะได้เลิกยุ่งกับผมเสียที

"ผมกำลังรีบ ไม่ติดค้างกันแล้วนะครับ ลาก่อน" ผมบอกเขา ลุกขึ้น สะพายเป้

"อ่า...เดินระวังนะ" เขาพูด ท่าทางอึ้งเหมือนผมเพิ่งกินช้างไปทั้งตัว

แค่แก้วเดียวมันจะอะไรนักหนา?

"ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้คออ่อนขนาด..."

โลกเอียงวูบ...

เขาคว้าเอวผมไว้ก่อนผมจะเอาหน้าไปซบพื้นแค่ชั่วเสี้ยววินาที

"เตือนแล้วไง โทษที ไม่คิดว่าจะดื่มรวดเดียวหมดแก้ว"

ไม่ ไม่ใช่อาการเมาปกติ

ผมเหลือบมองบาร์เทนเดอร์ เขาหลบตา

 

มันรู้กัน

พลาดแล้วสิ...เรื่องแบบนี้...ไม่คิดว่าจะโดนเข้ากับตัวเอง

"อะไร?...ใส่อะไร?" ผมจ้องเขา ถาม

แทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง

เขาก้มหน้า ทำเป็นไม่ได้ยิน คนอื่นก็เช่นกัน ต่างคนก็ต่างก้มหน้าก้มตาดื่ม ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

 

"อา...โทษทีนะ ท่าทางเพื่อนฉันจะแย่แล้ว ขอตัวๆ" ชายผมสีทรายกึ่งลากกึ่งประคองผมไปทางบันไดที่แอบอยู่หลังร้าน

ผมทรงตัวไม่อยู่ หัวหมุนจนต้องหลับตา

 

เอาละ ใจเย็นๆ โจนาธาน เครน...

ตั้งสติดีๆ หายใจลึกๆ

ค่อยๆ คิด...

ไหนลองลำดับดูซิ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายบ้าง?

...การมองเห็นกับการทรงตัวมีปัญหา...

โอเค นั่นเป็นฤทธิ์ยากดประสาท

แล้วไง?

ถ้าใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์จะเสริมฤทธิ์ในการกดการหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้

เยี่ยมเลย...หึ!

 

...หัวใจเต้นแรง ผิวไวต่อการสัมผัสมากกว่าปกติ เกิดอารมณ์ทางเพศ...

อืม มียาหลายตัวที่กระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้

ยังกว้างอยู่

แต่...ยาตัวที่เขาใช้ออกฤทธิ์เร็วนะ แทบจะเรียกได้ว่า ทันที เชียวละ

แคบเข้ามาอีก

แล้วมันยาตัวไหนล่ะ?

ไม่ ไม่ ไม่ คิดไปก็เท่านั้น

นั่นไม่สำคัญหรอก

ไม่ว่ามันจะเป็นยาชนิดไหน สิ่งสำคัญคือ ได้รับไปในปริมาณเท่าไหร่

อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่?

 

โธ่เอ๊ย...โจนาธาน โจนาธาน...แกจะมาตกม้าตายเพราะเรื่องงี่เง่านี่น่ะเหรอ?

 


---------------------------------------------------------------------------------------------------
EVE : กร๊าก ในที่สุด จากไดก็กลายมาเป็นฟิกเต็มรูปแบบ
แต่ยังไงก็ยังคงให้เป็นมุมมองของ ดร.เครนอยู่ล่ะนะ
+++ไม่ได้หื่นซะทีล่ะอีฟ ใจเย็นนะทุกท่าน เขียนรวดเดียวมันยาวไป ตอนเย็นจะมาโพสต์ 07 ต่อ
ฮ่าๆๆๆๆ
ส่วนแฟลช...รอดตัวไปแล้วแหละ คิดอยู่นาน ไม่เอาแฟลชดีกว่า จ๋งจ๋าน ปล่อยให้เป็น
คนบริสุทธิ์ไปก่อน เก็บไว้ให้ GL หม่ำ 555+

*งี้แหละ อยากหื่นแต่ไม่มีูคู่ เล่น OC ไปพลางๆ ก่อนก็ได้ แง่มๆ*

เจอกันอีกทีตอนค่ำๆ รึไม่ก็ดึกๆ เหอเหอเหอ~รักนะจ๊ะ จุ๊บๆ

Scarecrow 05: The day I killed myself

posted on 28 Jan 2008 18:49 by dcdiary  in Scarecrow

 

Scarecrow 05

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

01.24 am

ขณะบันทึกข้อความนี้

ผมอยู่ในห้องน้ำโทรมๆ เหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกแตกๆ

 

ผมออกจากอาร์คัมมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว และขณะนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะ Kris Garland

 

ผมไม่รู้จักคริสเป็นการส่วนตัว แต่บังเอิญได้อยู่กับเขาในนาทีสุดท้ายของชีวิต

เขายื่นข้อเสนอให้ผม หากผมล้างแค้นให้เขา เขาจะมอบตัวตนของเขาให้ผม

ซึ่ง...ถึงขณะนี้ บุคคลที่ฆ่าเขา ก็ได้ตายตามเขาไปแล้ว

ผมเพิ่งเสร็จจากการจัดการศพของชายคนนั้น

ไม่ได้ยากอะไร แค่จัดให้ดูเป็นอุบัติเหตุ

 

คริสเป็นหนุ่มพังค์ที่มีอาชีพขายบริการทางเพศในย่านอันเดอร์ทาวน์ของก็อธแธมซิตี้ เขาไม่มีขาประจำ ไม่มีญาติ ไม่มีพี่น้อง ไม่มีเพื่อนสนิท แทบจะไม่มีความสำคัญอะไรกับโลกสีเทาใบนี้

เขาเกิดมาเพื่อจะถูกไอ้โรคจิตที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนฆ่าตาย

ผมก็แค่บังเอิญผ่านมาพบ

เป็นเรื่องบังเอิญมากที่กระสุนที่เจาะเข้ากะโหลกไม่ทำให้เขาตายในทันที และเป็นเรื่องบังเอิญมากที่เขาหน้าตาคล้ายผม

 

ผมคงเป็นคริสไปอีกสักระยะ...

 

ในอ่าง ผมรักษาร่างคริสเอาไว้ในสภาพเดิม

ผมตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะเก็บศพเขาไว้จนกว่าจะทำตามข้อตกลงสำเร็จ

ซึ่งตอนนี้ก็สำเร็จแล้ว

ได้เวลาต้องจัดการกับร่างคริสเสียที

 

ผมขอนั่งพักเหนื่อยอีกสักชั่วโมง แล้วจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

 

 

 

ทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

 


 

 

 

05.30 am

ผมมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะออกจากที่นี่

ก่อนออกไป ผมต้องเตือนตัวเองว่าอย่าลืมทิ้งหลักฐานสองสามอย่างไว้ เพื่อความแน่ใจว่าทีมพิสูจน์หลักฐานของก็อธแธมจะสามารถระบุได้ว่าผู้ตายคือ โจนาธาน เครน
(GCPD ไม่ได้มีแต่พวกหัวกลวง ผมเชื่อว่าพวกเขาต้องรู้ตัวจนได้นั่นแหละว่าถูกหลอก แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย...)

 

อืม...แล้วก็ ขอโทษนะโจ๊กเกอร์ ผมคงต้องขอให้คุณรับบทฆาตกรที่ฆ่าผมชั่วคราว

อาจจะหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี แล้วแต่ปริมาณสมองของตำรวจก็อธแธม...

หวังว่าคุณคงไม่ถือนะ?

 

โจ๊กเกอร์ สิ่งที่คุณกระทำกับผม ไม่ได้ทำให้ผมอยากศึกษาคุณน้อยลง แต่มันยิ่งทำให้ผมอยากเข้าใกล้คุณมากขึ้น

เมื่อคุณไม่อยู่ที่อาร์คัม ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอยู่ต่อ

 

ผมเคยบอกว่าการได้กลับไปยังอาร์คัมเปรียบเหมือนการได้กลับบ้าน

แต่ถ้าคนเรานอนพักอยู่กับบ้านตลอดงานก็ไม่เดินจริงไหม?

ผมว่าจะสร้างห้องทดลองลับขึ้นที่ไหนสักแห่ง อาจจะเป็นที่ไหนสักแห่งนอกเมืองก็อธแธม

ที่เมืองไหนสักเมือง...

 

ถ้า...ผมพลาด...ถ้าผมถูกจับ...

ผมก็แค่ได้กลับบ้านอีกครั้ง...

เป็นคนบ้ามันก็ดีอย่างนี้ละนะ

ผมดีใจจริงๆ ที่ถูกตัดสินให้เป็นคนบ้า

ผมดีใจมากที่ได้เกิดมาบนโลกที่ไม่ได้มีแต่สีขาวกับดำ

ผมดีใจเหลือเกินที่ได้เกิดมาบนโลกสีเทาอันซับซ้อน

 

เพราะโลกเน่าๆ ใบนี้ เป็นโลกซึ่งแยกความชั่วร้ายกับความวิปริตทางจิตออกจากกัน

 

Jonathan Crane

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

EVE : แฮ่~ตอนแรกกะโชะเชะXYZเลย แต่เปลี่ยนใจ หายหื่นแล้วนึกได้ ขอปูพื้นก่อนดีกว่า
แหะๆๆๆๆๆ ให้ออกจากอาร์คัมก่อนแล้วกันเนาะ ค่อยเป็นค่อยไป
ตอนนี้คันมืออยากเขียนอะไรเรทๆ แต่หาเหยื่อไม่ได้
หึหึ~แฟลชเอ๊ย ขอฟันซักทีเหอะนะ ใกล้ตัวที่สุดแล้ว
+++ภาพประกอบได้จาก deviantartปรับให้เบลอนิดหน่อย...กันแหวะ...แหะๆ
++++โรคจิตมากๆ ยิ่งเขียนยิ่งจิต...ยังจิตได้อีก...
นับวันหมอเครนชักจะน่ากลัวมากกว่าน่ารัก 555+

Scarecrow 04: Bruises and Bites

posted on 15 Jan 2008 20:22 by dcdiary  in Scarecrow

ที่ผมหยุดเขียนไดอารี่ไปช่วงหนึ่ง มีเหตุผลหลักๆ สองข้อ
หนึ่งคือ ผมถูกย้ายไปห้องอื่นชั่วคราวระหว่างพิจารณาโทษกรณี โคอี้ ไรซ์ (เมื่อผมกลับมาเขียนได้ แปลว่าเรื่องนั้นจบไปแล้ว)
สองคือ ผมไม่สบาย
และเพราะเหตุหลัง ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมจำอะไรได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ผมจะพยายามเขียนบันทึกให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เราจะเริ่มกันในเช้าวันถัดจากที่ผมบันทึกครั้งสุดท้ายนะครับ

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมอาการไข้ เสียงตะโกนปลุกของผู้คุมทำให้ผมปวดหัวมากขึ้น
กว่าจะลุกจากเตียงได้ผมต้องใช้ความพยายามอยู่นาน
(ถึงจะใช้คำว่าเตียง แต่มันก็เป็นแค่แท่นสี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากผนัง ผมไม่ได้รับอนุญาตให้มีหมอน ผ้าห่ม หรือแม้แต่ฟูก)
ผู้คุมลากผมออกจากห้อง ผมพยายามให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด แต่ผู้คุมก็ยังเข้าใจว่าผมทำตัวมีปัญหา ผู้คุมอีกคนสาดน้ำใส่ผม
หลังจากนั้นผมไม่แน่ใจ

 

จำได้อีกทีก็ตอนผู้คุมคนหนึ่งพยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม
ผมรู้จักผู้คุมคนนี้ เขาอยู่มาตั้งแต่ก่อนผมจะมาเป็นจิตแพทย์ที่นี่ด้วยซ้ำ ปีนี้เขาดูแก่ลงไปมากทีเดียว
เขาถามผมว่าเปลี่ยนเสื้อเองไหวไหม?
ผมพยายามจะตอบ แต่เจ็บคอมาก เสียงไม่มี
เขาถอดเสื้อให้ผม

พระเจ้า...เกิดอะไรขึ้นกับคุณ? เขาถามผม ท่าทางตกใจ ออกจะเกินเหตุไปสักนิด

ตอนนั้น ผมยังนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม และไม่อยู่ในอารมณ์อยากรำลึกอดีตด้วย

ผู้คุมดึงขอบกางเกงผมลง
เขาพึมพำบางอย่างแล้วรีบออกจากห้อง
ผมก้มลงมอง เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีแผล เป็นแผลถูกกัดค่อนข้างลึก เห็นรอยฟันชัดเจน
ฟันมนุษย์เสียด้วยสิ

ผมพยายามนึกว่าทำไมถึงได้แผลนี้มา แต่ก็ยังนึกอะไรไม่ออก หัวตันไปหมด

ไม่นานนายแพทย์คนหนึ่งก็เข้ามาทำแผลให้ผมลวกๆ ซึ่งถ้าผมเป็นอาจารย์เขา (หรือถ้าผมยังมีแรง) ผมคงดุเขาแล้ว (ใครก็ได้ช่วยรื้อความจำเรื่องการรักษาแผลถูกคนกัดให้คุณหมอคนนี้หน่อยเถอะ!)
ผมได้ยินเขาเถียงไร้สาระกับผู้คุมว่าผมสามารถก้มลง กัด ตัวเองในบริเวณนั้นได้หรือไม่

(ถ้าให้ระบุเจาะจง รอยกัดนั้นอยู่ด้านขวาเหนือตำแหน่ง Femoral triangle ขึ้นมาเล็กน้อยครับ)

บนตัวผมไม่ได้มีแค่รอยกัด แต่ยังมีรอยเลือดคั่งอีกจำนวนหนึ่ง เป็นรอยซึ่งเกิดจากการจูบหรือดูด แบบที่เราเรียกกันว่า Love bite นั่นแหละครับ คงเพราะเห็นรอยพวกนี้ ผู้คุมถึงได้ตกใจ

 

เอาละ ถึงจุดนี้ ผมจำเป็นต้องนึกให้ออกจริงๆ แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อคุณรู้สึกเหมือนถูกมนุษย์ล่องหนทุบหัวทุกๆ สามวินาที


ต่อมา ผมถูกจับแต่งตัว จับไปนั่งหน้าคณะกรรมการตัดสินโทษของอาร์คัม ครอบครัวไรซ์อยู่ที่นั่นด้วย ผมใช้เวลานานมากกว่าจะทำความเข้าใจแต่ละประโยคที่พวกเขาพูดได้
ไม่แน่ใจว่าผ่านช่วงนั้นมาได้ยังไง
รู้แต่ว่าพวกเขาตกลงจะเลื่อนการพิจารณาออกไปจนกว่าผมจะพร้อม

จากนั้นผมถูกนำตัวไปขังที่ห้องพิเศษ มีผู้คุมยืนเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ไม่มีแพทย์มาดูอาการ ไม่มีการรักษาอื่น พวกเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผม (ทำไมล่ะ? นั่นสิ ทำไม?)
หลังจากนั้นผมหลับๆ ตื่นๆ ตลอด อาจเพราะพิษไข้
รู้สึกตัวเต็มที่อีกครั้งประมาณทุ่มครึ่ง ผมเริ่มมีอาการเจ็บตามผิว หนาว และปวดแผลมาก
ผมทนอยู่อีกประมาณชั่วโมงกว่า จึงตัดสินใจรบกวนผู้คุม

ผมต้องการพบแพทย์ ต้องการการรักษาที่ถูกต้อง

หลังรออีกเกือบชั่วโมง สิ่งที่ผมได้รับมีเพียงยาแก้ปวดกับน้ำหนึ่งแก้ว ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย

สุดท้ายผมหลับเพราะเพลีย
พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในความมืดแล้ว

ไฟดับ ในห้องมืดสนิท ผู้คุมไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิม
ผมพบว่าตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ในความมืดนั้น ใครบางคนกอดผมเอาไว้ ผมได้ยินเสียงหัวใจเต้น ได้ยินเสียงลมหายใจของใครคนนั้น

ความทรงจำของคืนที่ผ่านมากลับเข้ามาหาผมในช่วงนั้นเอง
ในคืนนั้น ผมตื่นจากฝันร้ายเพราะรู้สึกแปลกๆ ที่ใบหู
ผมลืมตาขึ้น รอบตัวมืดสนิท ผมมองอะไรไม่เห็น แต่รู้ว่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างกำลังคร่อมตัวผมอยู่ และเจ้าอะไรที่ว่านั่นกำลังขบหูผมเบาๆ ผมผลักมันออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี

มันหัวเราะ

และเพราะเสียงหัวเราะนั้น ทำให้ผมรู้ว่ามัน -เขา- คือ โจ๊กเกอร์ ผมไม่รู้ว่าเขาเข้ามาได้ยังไง แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเอาตัวรอดให้ได้ ไม่ว่าเขาจะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม มันคงไม่ดีกับตัวผม
เราสู้กันในความมืดพักใหญ่ เขาแรงเยอะกว่าผม แต่ผมเร็วกว่าเขา ผมคิดว่าจะเอาชนะเขาได้ แต่ผมประมาทไป

เขากัดผม

กัดแบบไม่ให้ตั้งตัว

และมันเจ็บ!

หลังจากนั้น ถึงเขาจะทำอะไรกับตัวผม ...
ผมก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะรับรู้

โจ๊กเกอร์? ผมลองเรียก ใครคนนั้นไม่ตอบ แต่กอดผมแน่นขึ้น ไออุ่นจากอกเขาทำให้ร่างกายผมรู้สึกดีขึ้น แต่จิตใจรู้สึกตรงกันข้าม
หากบุคคลผู้นี้คือโจ๊กเกอร์ ในสภาพร่างกายเช่นนี้ ผมไม่สามารถสู้เขาได้เลย

ใครครับ? ผมถาม แต่เขาก็ยังไม่ตอบ
เขาประคองหน้าผม จูบหน้าผากผม
มันเป็นจูบเบาๆ แบบเดียวกับที่คุณใช้เวลาปลอบเด็ก
และมันใช้ได้ผลซะด้วย

 

หลังจากนั้น ผมมักจะตื่นขึ้นกลางดึก และพบสถานการณ์แบบเดียวกัน แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่ห้องเดิมแล้ว เหตุการณ์ประหลาดนั้นก็ยังดำเนินต่อไป
บุคคลปริศนามักจะมาและจากไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว

ผมเริ่มเคยชินกับการหลับในอ้อมกอดเขา เคยชินกับการตื่นขึ้นมา และได้ยินเสียงหัวใจของเขา

แต่แล้ว เขาก็หายไป หายไปเฉยๆ
ง่ายๆ อย่างนั้นเลย...

คืนนี้ก็เช่นกัน
ผมตื่นขึ้นมาและพบว่าตนเองอยู่ในห้องเพียงลำพัง
อากาศในห้องหนาวมาก ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันหนาวขนาดนี้
ที่แล้วๆ มาผมใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงนะ
ถ้าใครคนนั้นกำลังเล่นสงครามประสาทกับผม เขาก็ทำสำเร็จแล้ว


ผมคิดถึงเขา

 

คำถามที่ค้างอยู่ในใจผมจนถึงขณะนี้ คือ โจ๊กเกอร์สามารถแสดงความอ่อนโยนเช่นนี้ได้หรือไม่?
ถ้าไม่ใช่โจ๊กเกอร์ แล้วใครล่ะ...ที่จะมีความสามารถเข้าออกจากอาร์คัมได้อย่างอิสระโดยที่คนอื่นไม่รู้สึกตัว

หรือเขาจะเป็นเพียงบุคคลในจินตนาการของผมเท่านั้น?

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : เสร็จ!!!! เหอเหอเหอ~+ สปีดสุดชีวิต~!

อารมณ์ขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ขอโทษด้วยนะจ๊า~~งิ

Scarecrow 03: SCARECROW

posted on 11 Jan 2008 20:24 by dcdiary  in Scarecrow

วันนี้ เวลา 11 นาฬิกาตรง มีนักศึกษาจาก ม. ก็อธแธม มาขอพบ
เขาชื่อ โคอี้ ไรซ์ ศึกษาเอกจิตวิทยา เขากำลังทำโปรเจ็คต์ปลายเทอม ว่าด้วยเรื่องความกลัว
ผมสนใจจะคุยกับเขา เพราะตอนเป็นนักศึกษาผมก็ทำโปรเจ็คต์หัวเรื่องนี้เหมือนกัน

เราคุยกันผ่านกรงขังเหมือนที่ผมคุยกับ มร.เวสต์
(ผมตัดสินได้จากสิบนาทีแรกของการสนทนาว่า โคอี้มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง เขาเป็นพวกชอบตั้ง
สมมติฐานก่อน แล้วพยายามทุกวิถีทางที่จะโยงให้ผลลัพธ์ตรงตามสมมติฐานนั้น โดยไม่สนใจว่าความจริงมันจะบิดเบือนไปแค่ไหน)
โคอี้เชื่อมั่นในตัวเองและทฤษฎีที่เขาคิดขึ้น ซึ่งก็เป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดี ผมไม่อยากขัดเขา เลยปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อยๆ จนจบก่อน แล้วจึงค่อยอธิบายจุดบกพร่องของทฤษฎีนั้นให้เขาฟัง

แต่โคอี้ไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีนัก

ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าเขาท้าทายผม

เขาพยายามจะบอกผมว่า ผมเป็นอย่างที่เป็นอยู่เพราะขาดความอบอุ่นในวัยเด็ก เคยถูกทารุณกรรม ซ้ำยังเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย! ซึ่งผมปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่เคยมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น
แต่เขาก็ยังยืนยันอย่างเดิม พยายามต้อนให้ผมยอมรับ พูดวนเวียนอยู่แต่ว่าเพราะในวัยเด็กผมต้องเผชิญกับความหวาดกลัวจากการถูกคนในครอบครัว
ทารุณกรรม เมื่อโตขึ้น ผมก็เลยใช้ความกลัวเป็นเครื่องป้องกันตัวเอง
โดยการกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกลัวซะเอง

ซึ่งมันไม่ใช่

เขาจะมารู้อดีตผมดีกว่าตัวผมเองได้ยังไง?
ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวปกติธรรมดา ผมไม่ใช่เด็กขาดความอบอุ่น ไม่เคยถูกคนในครอบครัวทารุณกรรม และไม่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ผมปฏิเสธโคอี้เสียจนเบื่อจะปฏิเสธ เลยนั่งฮัมเพลงกล่อมเด็กไปเรื่อยเปื่อย
โคอี้พล่ามต่อไปอีกพักใหญ่ๆ............

เรื่องสนุกมันเริ่มจากตรงนี้

โคอี้โยนหน้ากากผ่านลูกกรงเข้ามา
หน้ากากนั้นเย็บด้วยฝีมือหยาบๆ และมีรอยขาดขนาดใหญ่อยู่ด้านซ้าย
แต่ก็พอมองออกว่าเจตนาทำเลียนแบบหน้ากากที่ผมเคยใช้

ผมบอกเขาว่าการส่งของให้ผม –ซึ่งเป็นผู้ป่วย- มันผิดกฎของอาร์คัม แต่เขาไม่สน
“ถ้า โจนาธาน เครน ไม่มีอะไรจะคุย งั้นก็ขอคุยกับ สแกร์โครว์ หน่อย” เขาว่างั้น
“เฟียร์แก๊สไม่มีนะ”

ดี

ผมจะบอกอะไรให้
สำหรับผม จะมีเฟียร์แก๊สหรือไม่ก็ไม่ต่างกันนักหรอก
ถ้ามี เรื่องก็จบไวขึ้น
เท่านั้นเอง
มันเป็นแค่เครื่องมือช่วยประหยัดเวลา...เหมือนกับหน้ากากนั่นแหละ

เอาละ...

 

เมื่อโคอี้อยากพบ สแกร์โครว์ เขาก็จะได้พบ สแกร์โครว์

 

 

 

 

 

 

 

 

.
.
.
.
.
.
.

กว่าแพทย์กับพนักงานรักษาความปลอดภัยจะวิ่งมาถึง เราก็คุยกันจบแล้ว

 

โคอี้ที่น่าสงสารนั่งกอดเข่า ตัวสั่น กัดเล็บลึกจนเลือดไหล พอแพทย์แตะตัวเข้าก็กรีดร้อง วิ่งเตลิดเปิดเปิง ทิ้งรอยปัสสาวะไว้เป็นทาง

น่าสงสารจริงๆ

ผมตอบไม่ได้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนเขาจึงจะกลับคืนมาเป็นโคอี้ผู้มั่นใจในตัวเองคนเก่า
แต่ผมให้คำตอบได้ข้อหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะมีโอกาสกลับเป็นปกติหรือไม่...เมื่อไรก็ตามที่เขาได้ยินเพลงกล่อมเด็ก เขาก็จะกลับมามีสภาพเช่นวันนี้อีก

อย่าแม้แต่จะคิดว่าผมทำเกินไป

ผมไม่ได้แตะตัวเขาด้วยซ้ำ
แค่ปล่อยให้เขามีโอกาสคุยกับสแกร์โครว์อย่างที่เขาต้องการ
ก็เท่านั้นเอง

อ้อ อีกเรื่อง
โคอี้ผู้น่าสงสารลืมหน้ากากไว้ที่ผม
ผมจะเก็บรักษาไว้ให้อย่างดีจนกว่าเขาจะกลับมาเอาคืนด้วยตัวเองก็แล้วกัน

-Jonathan Crane-
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : ครั้งนี้ไม่มีส่อ มีแต่ 'จิตล้วนๆ ฮา~
อยากบอกให้โลกรู้ว่า ดร.เครน ยังจิตได้อีก ฮ่าๆๆๆ
(ไม่ค่อยมีเวลาว่างติดกันนานๆ แต่ก็ยังอยากวาดภาพประกอบไดฯเอง ฮ่าๆ คราวนี้ขอเป็นขาวดำนะงิ~)

ฉบับคอมิคมีอยู่หลายตอนที่สแกร์โครว์ร้องเพลงกล่อมเด็ก เพราะงั้น เอามาเขียนซะเลย เหอเหอเหอเหอ

แล้วก็ ทุกคน ขอบคุณที่อ่าน& คอมเมนต์ กันนะงิ~ ดีใจจัง อ่าน’เมนต์แล้วมีกำลังใจมากๆๆ
ครั้งหน้าจะเขียนให้จิตยิ่งๆ ขึ้นไป เหอเหอเหอ (อ้าว?)

*ข้อมูลบางฉบับบอกว่า ดร.เครน เป็นลูกนอกสมรส ขาดความอบอุ่น พ่อทิ้ง แม่ไม่รัก โดนย่าโรคจิตคลั่งศาสนาทำร้ายร่างกายอย่างหนัก(?!)เป็นประจำ ฯลฯ
...หึ ชีวิตดั่งนางเอกนิยายน้ำเน่า (เดี๋ยวท้ายๆ เรื่องจะต้องมีพระเอกมหาเศรษฐีมาตกหลุมรัก....อ่า...ไม่ใช่แล้ว)
...แต่เราจะมองข้ามฉบับนั้นไป...
ไม่สน ไม่รู้ไม่ชี้~ลัลล้า

(ดร.เครนนี่มีหลายเวอร์ชั่น ประวัติก็ไม่ตรงกัน ตอนนี้อีฟกำลังทำการยำให้ออกมาเป็นคนเดียวอยู่ ฮ่าๆๆ สรุป หาข้อมูลมั่วนั่นเอง กั่กๆๆๆ)

ปล. ผู้มีอุปการคุณท่านใดอยากปรึกษาดร.เครนก็ปรึกษาได้เลยนะฮ้า~
ประจำอยู่ที่อาร์คัมตลอด 24 ชม. – 7วัน/สัปดาห์
(หรืออยากคุยหลังไมค์ก่อนก็ได้~ฮึฮึฮึฮึ~ยินดีๆ)
ปล.2 ตอนแรกลงภาพใหญ่กว่านี้อีก(แหม่ ยิ่งใหญ่ยิ่งได้อารมณ์ไง กร๊าก)
แต่แทงโก้บอกใหญ่เกิน(เพิ่งรู้สึกตอนโดนทักเนี่ย เลวจิงตู)
เลยลดขนาดลง~งิ จะได้ไม่เกะกะชาวบ้านด้วย~~