Scarecrow 11: …Till Dawn
posted on 02 Mar 2008 22:40 by dcdiary in ScarecrowScarecrow 11: ...Till Dawn
1.
อีกครั้ง ที่ต้องตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง
ดวงตาที่สะท้อนอยู่ในกระจกแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ดูไม่จืดเลย
ข้างนอก ฝนตกไม่ยั้งมาตั้งแต่เย็น
รั้วเหล็กเก่าขึ้นสนิมไหวโยกอย่างน่ากลัว
ตัวโรงงานที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าวดูพร่าเลือนในสายฝนหนาหนัก
ผมกลืนน้ำลาย คอแห้งฝืด
หลังแยกจากโจ๊กเกอร์ที่สะพาน ผมก็ลักรถมาคันหนึ่ง
ขับกลับมาที่โรงงาน
รอ
ไม่รู้ว่ารอมานานเท่าไหร่ ไม่ได้นับเวลา
น่าจะ...สองวันกับอีกค่อนคืนแล้วล่ะนะ
เดี๋ยวดับเดี๋ยวติดเครื่อง
คิดว่าจะไป...จะไปแล้ว...แต่จนแล้วจนรอดก็ยังอยู่ที่เดิม
ลำโพงวิทยุส่งเสียงครืดคราดเหมือนคนใกล้ตาย
ผมเอื้อมมือไปปิด ปวดหัวตุบๆ ลมหายใจร้อนผ่าว
ข่าวสุดท้ายที่ได้ยินคือโจ๊กเกอร์ขับรถพุ่งเข้าใส่รถตำรวจ
จนเกิดระเบิด ไม่พบศพ...แต่ก็ไม่น่ารอด
ผมเปิดกระจกเล็กน้อย ดับเครื่อง ซบหน้ากับพวงมาลัย ละอองฝนจากข้างนอกสาดเข้ามากระทบต้นคอ
สัมผัสเย็นๆ ของมันช่วยกระตุ้นไม่ให้ผมหลับ
โทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถส่งเสียงร้องเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด
ผมสะดุ้ง ไม่เคยสังเกตว่ามันอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งมันส่งเสียง
ผมกดปิดเครื่อง
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมแทบไม่อยู่ห่างรถ
เรียกว่าถ้าทำธุระส่วนตัวบนรถได้คงทำแล้ว
ว่าไป รถคันนี้คงวิ่งไปได้อีกไม่ไกลเท่าไหร่
นั่นสินะ
ผมถอนหายใจ
ความคิดของผมไม่ปะติดปะต่อกัน มันไปเรื่องโน้น
แล้วก็มาเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก
ยิ่งผมพยายามเรียบเรียงความคิด ผมก็ยิ่งสับสน
...เมื่อสองสามวันก่อนผมเคยแน่ใจว่าผมทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว...
ผมกดมือขวากับหน้าอก คิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
ไม่ได้เจ็บหรอก แต่อึดอัด รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น
และมันขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รู้สึกเหมือนว่า...กำลังจะทนไม่ไหว มันเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญมาก
ผมถอนหายใจอีกครั้ง ยาวกว่าครั้งแรก
แต่ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
ยังจะรออะไรอยู่อีก? ไปได้แล้ว มันจบแล้ว
ถึงแกจะไม่อยากให้จบก็เถอะนะ
ผมได้ยินเสียงตัวเองดังอยู่ในหัว และเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์
รั้งอยู่นานไปก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว เหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั้งหมด
เรื่องโจ๊กเกอร์ เรื่องเจด ทุกอย่างมันจบแล้ว
ผมเองไม่ใช่หรือ ที่อยากกลับมาอยู่หลังพวงมาลัย
ก็นี่ไง ทำได้แล้วนี่?
ผมเลือกตัดเจดออกไปจากชีวิตก่อน ถึงจะจบลงแค่ครึ่งๆ
กลางๆ แต่ก็ทำไปแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จดี
ส่วนโจ๊กเกอร์...
ผมไม่ได้เลือกตัดเขาออกจากชีวิต
เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดผม
ผมอยากรักษาโจ๊กเกอร์ อยากช่วยเขา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าผมพบเขาเร็วกว่านี้
ถ้าผมไม่ให้เขาไปที่สะพานนั่น ถ้าผมไม่พาเจดมาแต่แรก
ถ้า...
ช่างเถอะ
คิดไปก็ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไร
คิดไป ก็ยิ่งทำให้เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนั่นขยายตัวใหญ่ขึ้น
"จบ" ผมพูดกับตัวเอง
สตาร์ทรถ
โจ๊กเกอร์ตายแล้ว ผมควรจะเดินไปตามทางของผมต่อเสียที
แสงไฟหน้ารถสาดไปข้างหน้า
แต่ไม่อาจทะลุม่านฝนหนาไปได้ ผมเคลื่อนรถไปอย่างเชื่องช้า พาตัวเองออกห่างจากโรงงานร้างไปทุกขณะ
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะมุ่งหน้าไปไหน ผมไม่มีแผนการใดๆ ทั้งสิ้น จริง ผมใช้โรงงานร้างนั่นเป็นที่ทำการทดลองได้
แต่มันเป็นสถานที่ของเขา ผมไม่สามารถยึดเอามาได้หากไม่ได้รับความยินยอม
แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม
2.
ฝนซาลง เมฆดำสลายตัวไป
เผยให้เห็นท้องฟ้าสีแดงของก็อธแธม ผมขับรถไปเรื่อยๆ เลียบริมน้ำตามถนนสายเก่า ไกลออกไป
แสงไฟจากตัวเมืองส่วนที่เต็มไปด้วยความเจริญสะท้อนประกายบนผิวน้ำ
แพรวพราวเหมือนคริสตัลสีฟ้า ตัดกับสีแดงก่ำเบื้องบน
แต่ยิ่งไกลจากโรงงานร้างมากเท่าไร
ความรู้สึกอึดอัดในอกกลับเพิ่มทวีมากขึ้นเท่านั้น
ความจริง เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้รบกวนผมมามาระยะหนึ่งแล้ว
ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ช่วงหลังยิ่งรู้สึกถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็กลายเป็นตลอดเวลาหลังจากรู้ข่าวเรื่องระเบิดนั่น
"บอกมาซิว่าแกเป็นอะไรไป?" ผมกดหน้าอกตัวเอง
พูดกับมันราวกับมันมีความคิดความอ่านแยกจากส่วนอื่นในร่างกายผม
เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้มันเกิดขึ้นมาเอง
และมันรบกวนผมอย่างมาก หากผมจะทำอะไรผิดเพี้ยนไปก็คงเพราะมันนี่แหละ
กระบอกตาร้อน...ผมหลับตาประมาณสองสามวินาที
และลืมตาขึ้น ทันเห็นใครบางคนวิ่งตัดหน้ารถในระยะประชิด
ผมเหยียบเบรค
แต่ไม่ทัน
ผมเปิดประตูรถ สายฝนเย็นเฉียบกระทบผิว
ร่างนั้นกระเสือกกระสนยืนขึ้นอีกครั้ง
ชนไม่แรง และจากที่ดู ไม่เป็นอะไรมาก
ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถที่สาดจับ
เสื้อนอกที่ใครคนนั้นสวมใส่เด่นยิ่งกว่าส่วนอื่นๆ ผมจำมันได้ในทันที
เสื้อตัวนั้น...จะมีใครนอกจาก...
"โจ๊กเกอร์!" ผมวิ่งเข้าไปประคอง
เขาโถมตัวใส่ผมเต็มที่ ผมเซไป
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมาปะทะจมูก
ไม่ใช่!
ถึงไม่เห็นหน้า แต่เพียงแค่สัมผัสผมก็แน่ใจได้ว่าไม่ใช่เขา
บางสิ่งบางอย่างในอกที่ดูจะหายไปชั่วขณะกระแทกกลับเข้ามาอีก
และคราวนี้ มันส่งผลกับผมมากกว่าแค่ทำให้อึดอัด มัน-รุนแรงกว่านั้น-มาก
ผมกำมือแน่น เล็บจิกลงในเนื้อ
ชายคนนั้นเป็นแค่คนแปลกหน้า เป็นคนจรจัด
แต่เสื้อที่เขาสวม ต่อให้ยับเยินยังไงผมก็ไม่มีทางจำพลาด
"เอา...เสื้อ...มาจากไหน?" ผมเค้นเสียงถาม
ชายคนนั้นกระชับเสื้อแน่นขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งหนี
ผมกระชากแขนเขา กดเขาลงกับกระโปรงหน้ารถ
"เอามาจากไหน?!"
เขาชี้มือไปข้างทาง ในความมืด
ผมปล่อยเขา หักรถหันหน้าไปยังทิศทางที่เขาชี้
ใช้ไฟหน้าช่วยส่อง ข้างทางเป็นพื้นที่รกร้าง มีวัชพืชขึ้นสูง แต่ผมไม่สนใจ
ผมลงจากรถ วิ่งเข้าข้างทาง ตะโกนแข่งกับเสียงฝน
ชั่วขณะนั้น ผมทำตัวราวกับคนบ้า
แต่ผมก็เป็นคนบ้านี่นะ?
3.
ฝนหยุดตกเมื่อไหร่ไม่รู้
ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่นหลัง
เมื่อแสงแรกของเช้าวันใหม่สาดลงมา
เมื่อหันหลังกลับไป
ผมเห็นทุกอย่างเป็นเงาดำที่มีแสงสีทองจับตามขอบ ท้องฟ้าหลังฝนกระจ่างใส
เมฆขาวระบายด้วยสีของแสงอาทิตย์ยามเช้า
ไอเย็นเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมหายใจออก ปลายนิ้วทั้งสิบของผมมีเลือดติด
เล็บฉีก แต่ความเย็นช่วยให้มันชาจนไม่รู้สึกอะไร ผมยืดตัวขึ้น เสยผมที่ปรกหน้า มองหยดน้ำจากเสื้อผ้าร่วงลงพื้น
ค่อยๆ ซึมลงดินเปียกเขละ หากจะมีร่องรอยอะไรที่นี่ มันก็ถูกน้ำชะไปหมดแล้ว
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ผมหาติดต่อกันมาทั้งคืนแล้ว
จะให้ล้มเลิกง่ายๆ ก็กระไรอยู่
ผมก้มลงแหวกพงหญ้าต่อ และจะขุดดินต่อด้วย ถ้าจำเป็น
ในใจลึกๆ ผมตระหนักดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรไร้ความหมาย
บางที คนจรจัดคนนั้นอาจชี้ส่งเดช บางที เขาอาจไม่อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก แต่ว่า...
สายตาผมปะทะเข้ากับรองเท้าข้างหนึ่ง
รองเท้าข้างนั้นทำให้ผมลืมเรื่องที่กำลังคิดค้างอยู่ไปจนหมด
ผมตรงเข้าไป หยิบมันขึ้นมา หัวใจเต้นแรง ด้วยรู้ว่ามาถูกทางแล้ว
ผมค้นลึกเข้าไปในบริเวณนั้น ไม่หยุดพักจนกระทั่งเห็นร่างที่นอนราบอยู่ท่ามกลางโคลนและวัชพืชสูงท่วมหัว
ร่างนั้นสงบนิ่งจนน่าใจหาย
ลำคอผมตีบตัน เกร็ง
ทั้งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว
แต่ผมกลับไม่สามารถก้าวเข้าไปใกล้ได้มากกว่านั้น
ไม่ จนกระทั่งเห็นว่าแผ่นอกใต้เสื้อชุ่มเลือดนั้นกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา
ยังหายใจ
ยังมีชีวิตอยู่
เขาปรือตาขึ้นมอง รอยยิ้มถูกจุดขึ้นบนใบหน้าเผือดซีดไร้สีเลือด
คำพูดประโยคแรกที่หลุดจากริมฝีปากแตกๆ คู่นั้นทำให้ผมหัวเราะออกมา
"เทวดามารับ...แบบนี้แปลว่า...ได้ขึ้นสวรรค์ซี?"
เทวดาที่ตัวเปียกโชก เปื้อนโคลน เล็บฉีกเปิดเปิง แถมยังเหม็นอย่างกับศพเนี่ยนะ?
ซอมบี้น่ะสิไม่ว่า
ผมเดินเข้าไปหาเขา คุกเข่าลงข้างเขา (ที่ถูก
ควรจะเป็น ‘กระแทกเข่าลงข้างเขา') ความเหนื่อยที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งเข้าจู่โจมรวดเดียวจนผมแทบกระอัก
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่คอยรบกวนผมอยู่กลับปลาสนาการไปโดยสิ้นเชิง
‘โล่งใจ'
คือความรู้สึกอย่างไร...ผมเพิ่งได้สัมผัสกับตัวเองในวันนี้
แต่มันก็คงอยู่เพียงชั่วขณะเดียว ก่อนที่ผมจะเห็นบาดแผลของเขา
4.
ห้านาทีต่อมา
ในรถ โจ๊กเกอร์นอนเหยียดยาวอยู่บนเบาะหลัง ผมปีนข้ามเบาะ
ขึ้นคร่อมตัวเขา ฉีกเสื้อออก เลือดทะลักออกมาจนชุ่มเบาะ ผมมองไม่เห็นบาดแผล และไม่กล้าเสี่ยงเคลื่อนย้ายเขาอีก
รอบเดียวก็บอบช้ำพออยู่แล้ว
แผลส่วนใหญ่ของเขาเป็นแผลไหม้ หลายแผลย่ำแย่เอาเรื่อง
แต่ไม่มีแผลไหนน่าหนักใจเท่ากับแผลที่อก ซึ่งไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็บอกได้ว่าเป็นแผลกระสุน
เขาถูกยิงจากด้านหลัง ทะลุออกด้านหน้า ปากแผลกว้างทำให้เขาเสียเลือดมาก
ผมหวังว่ากระสุนนัดนี้ไม่ได้เจาะทะลุอวัยวะสำคัญใดๆ
แต่เห็นๆ อยู่ว่ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง
ผมถอดเสื้อตัวเองออก ใช้มันกดห้ามเลือด
เขาพยายามโงหัวขึ้นมอง ผมกดคอเขา
"นอนราบอย่างนั้นแหละ"
เสียงเรียบ ห้วน ที่ผมใช้กลับทำให้เขาขำ
ดูเอาเถอะ ยังหัวเราะได้อีก
ผมมองตาเขา มองใบหน้าชุ่มเหงื่อของเขา
เขาส่งเสียงหัวเราะทั้งที่กัดฟันอยู่
ผมเพิ่มแรงกด โดยใช้น้ำหนักตัวช่วย เขาตะครุบข้อมือผมไว้ด้วยมือข้างที่ยังยกไหว
คิ้วขมวดเข้าหากัน
ความคิดผมตีกันให้ยุ่ง
การตัดสินใจของผมดูจะช้าลงทุกครั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเขา
ความตั้งใจแรกเริ่มของผมคือ ปฐมพยาบาลเขาก่อน
จากนั้นกลับไปที่โรงงานร้างอีกครั้ง ถ้าจำเป็นก็ต้องติดต่อหมอเถื่อนสักคน(ซึ่งผมรู้จักอยู่สองสามคน)
แต่ดูท่า...
ฟองอากาศผุดขึ้นมาพร้อมกับเลือดในจังหวะที่เขาหายใจ
ผมฉีกเสื้อบางส่วนเป็นริ้วยาว ใช้มันต่างผ้าพันแผล
พันมันทับเสื้อส่วนที่เหลือ
นอกจากแผลที่อกแล้ว ยังมีแผลกระสุนฝังในอีกสามแห่ง ผมทำเวลาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการห้ามเลือด
ปีนกลับไปประจำที่คนขับ ออกรถ
"มัดแน่นไปหรือเปล่า?
หายใจไม่ออก"
เขายันตัวขึ้น
"นอนลง!" ผมตวาด
"แต่..."
"นอนลง" ผมพูดด้วยเสียงเบาลง
"รู้อะไรมั้ยหมอ
ผมเอาตัวรอดได้"
เขาพูด เสียงกระด้างขึ้น
ผมเหลือบมองเขาผ่านกระจกส่องหลัง เห็นเขาลงนอนราบอีกครั้ง
หายใจถี่ขึ้น หน้าซีดเป็นกระดาษ
"ไม่ทราบ
ไม่สนใจด้วย" ผมตอบ
"ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ"
"ผมก็เหมือนกัน" ผมตอบและเหลือบมองเขาผ่านกระจกอีกครั้ง
เราสบตากันเพียงชั่วขณะสั้นๆ
เขาหลับตาลง...
5.
เมื่อได้สติอีกครั้ง ดูเขาจะประหลาดใจที่รถจอดสนิท เรายังอยู่บนถนนเส้นเดิม เบื้องหน้า ผืนน้ำส่องประกายสีทองระยับ บริเวณนี้ไม่มีตึกสูงบดบังทัศนียภาพ สามารถมองเห็นส่วนอื่นๆ ของก็อธแธมได้เกือบทั้งหมด
"เกิดอะไร..." เขาถาม แต่ไม่จบประโยค เสียงหายไปก่อน
"ตอนผมยังเด็ก
ผมเคยเก็บนกกางเขนได้ตัวหนึ่ง"
ผมเริ่มเล่า...
เขาพยายามจะพูดอีกครั้ง
แต่ผมแตะนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากเขา
ขณะนี้ ผมนั่งอยู่ระหว่างเบาะหน้ารถ หันมาทางเขา
มือข้างหนึ่งกดอยู่เหนือแผลฉกรรจ์ที่เขาได้รับ
"เธอบาดเจ็บ
ผมเป็นคนรักษาเธอ ผมสร้างรังเล็กๆ ให้เธอที่หัวนอน..."
เขาหลับตา ผมเล่าต่อไป
"เมื่อเธอหายดี
เราก็กลายเป็นเพื่อนกัน"
"กับเธอ...กับนกน่ะเหรอ?" เขาถาม ไม่ลืมตา
แต่มีรอยยิ้มเกร็งๆ ที่มุมปาก
"ครับ
หลังจากนั้น เธอมาเกาะขอบหน้าต่าง ร้องเพลงให้ผมฟังเป็นประจำ บางวันก็คาบอะไรแปลกๆ
มาฝากด้วย"
"เรื่องจริงน่ะ?"
"ครับ แล้ววันหนึ่ง
เธอก็มาทำรังในห้องนอนผม"
"ให้ท่าซะขนาดนั้น
แล้วคุณมีเซ็กซ์กับเธอหรือเปล่าล่ะ?"
สมองผมล้าเกินกว่าจะคิดตอบโต้คำถามแปลกๆ ของเขา
"ผมไม่ได้บอกเรื่องเธอให้คนในบ้านรู้
กลัวว่าพวกเขาจะทำอันตรายเธอ"
"ยอมรับมาเถอะน่า
ผมเป็นคนแรกของคุณใช่มั้ย?" เขาถาม
หัวเราะ "แน่เลย"
ผมส่ายหน้า ปัดปอยผมที่ปรกตาเขาออก มองขนตาสีเข้มของเขา
มันดูโดดออกจากส่วนอื่นของวงหน้าซึ่งซีดแทบจะกลายเป็นสีเทา ทั้งที่ยิ้ม
แต่ริมฝีปากของเขาเกร็ง
กำลังเจ็บสิ? ใช่ไหม?
"แต่วันหนึ่ง
ความลับก็แตก ย่าผมเป็นคนพบเธอ"
ผมกล่าวต่อ ลูบเสี้ยวหน้าชื้นเหงื่อของเขา เขาซุกหน้ากับฝ่ามือผม
ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เงาขนตาทอดยาวลงบนแก้ม เหงื่อหยดหนึ่งไหลจากขมับเข้าไปในตา
เขาสบถ หลับตาลงอีกครั้ง ผมปาดเหงื่อให้เขา เลือดจากปลายนิ้วผมทำให้ใบหน้าเขาเปื้อนเป็นทางยาว
เขาลืมตา ตาขาวข้างที่เหงื่อไหลเข้าไปเป็นสีแดงก่ำ
ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานคุณก็จะสบายแล้วละ... ผมกระซิบ ไม่ออกเสียง
"ย่าหักปีกเธอทีละข้าง
ตามด้วยขา..."
ผมหยุด ความทรงจำในช่วงนี้แจ่มชัดยิ่งกว่าช่วงอื่น
"ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น
ทั้งที่ผมน่าจะช่วยเธอได้ ไม่ ผมรู้ว่าผมช่วยเธอได้ แต่ผมกลับยืนอยู่ตรงนั้น
มอง...... "
"ก็แค่นก" เขาพูดขัด หัวเราะ
และเปลี่ยนเป็นไอ เลือดที่กระเซ็นออกมาด้วยทำให้ริมฝีปากส่วนหนึ่งของเขาเป็นสีแดง
"ตอนที่ถูกทิ้งลงพื้น
เธอยังไม่ตาย เธอดิ้น
ร้อง ในขณะที่ย่าหัวเราะ"
ผมเล่าต่อ และหยุดลงอีกครั้ง หลับตา ผ่อนลมหายใจยาว
ความทรงจำช่วงนี้หลอกหลอนผมมาตลอด และมันเป็นสาเหตุให้ผมไม่อยากเข้าใกล้นก
หากไม่จำเป็น ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง การถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดยากกว่าการคิดหลายเท่า
ขอบตาผมร้อนขึ้น ผมถอดแว่น กดสันจมูก พยายามดึงตัวเองออกจากอดีต
...กลิ่นเลือดและเหงื่อของเขาติดอยู่ที่ปลายนิ้วผม...กลิ่นของปัจจุบัน
"ถ้าผมกำลังจะตาย
คุณไม่ต้องบอกอ้อมขนาดนี้ก็ได้นะ"
เขาพูดขึ้น เสียงของเขาเบา และมีเสียงแหลมๆ เหมือนเสียงลูกโป่งถูกปล่อยลมแทรกอยู่
ผมกำลังจะเอ่ยปาก แต่เขาชิงพูดขึ้นก่อน
"หมอ
ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก"
ผมมองเขา ความเงียบเกิดขึ้น เขายิ้มน้อยๆ มองตรงมาที่ผม
"อะไรครับ?"
"มันสำคัญมาก
ฟังนะ..."
เขาขยับริมฝีปาก แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเขาเลย
ผมโน้มตัวลงไปใกล้ แต่ก็ยังไม่ได้ยิน
"ผมไม่ได้ยินคุณ" ผมบอกเขา กำลังจะยกตัวขึ้นเพื่ออ่านริมฝีปากแทน
แต่เขากลับกดท้ายทอยผมไว้
แรงกดของเขาทำให้ใบหน้าผมลดลงไปแนบกับใบหน้าของเขา
ริมฝีปากเขาจ่อชิดกับใบหูผม
เสียงกระซิบของเขาไม่ดังไปกว่าเสียงลมหายใจของผม
แต่คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจน
ผมอยากถามเขาว่า ทำไมจึงเลือกบอกผม
แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมถาม
เขาจูบผม
ริมฝีปากของเขาไล่เรื่อยมาตั้งแต่ใบหู
จนกระทั่งพบริมฝีปากของผม
เขารอคอย จนกระทั่งผมตอบรับ
นี่ไม่ใช่การบังคับขืนใจ
แต่เป็นการขอ...
ริมฝีปากของเราแยกจากกันเพียงชั่วขณะ
และทาบทับเข้าหากันอีกครั้ง
ผมรับรู้ถึงรสเลือดของเขา รับรู้ในทุกขณะที่มันถ่ายทอดเข้าสู่ตัวผม...ทำให้ลำคอที่แห้งผากของผมชุ่มชื้น
กลิ่นคล้ายสนิมอวลอยู่ในลมหายใจของผม...และของเขา
เราแบ่งปันลมหายใจให้กันและกัน เสนอ และสนองตอบ ในจังหวะที่เนิบช้า
หัวใจของเขาสั่นไหวอยู่ใต้ฝ่ามือผม
ระหว่างผมและเขา
บางสิ่งซึ่งเคยมีอยู่เพียงเลือนรางได้ก่อตัวขึ้น
ผมตระหนักได้ถึงสิ่งนั้น และเขาเองก็เช่นเดียวกัน
มันเกือบจะคล้ายสัญญา...ไม่ใช่สัญญาที่สามารถเขียนเป็นตัวอักษร
หรือเอ่ยด้วยคำพูด
แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะผูกพันเราทั้งสองคนไว้
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
"ผมยังเล่าไม่จบ" ผมบอกเขา ชันตัวขึ้น หากช่วงเวลาแห่งเวทมนต์มีอยู่จริง
ตอนนี้มันก็หายไปแล้ว
อีกครั้งที่แผ่นหลังผมรู้สึกถึงความอุ่นจากแสงอาทิตย์
เขามองผม หยาดเหงื่อสะท้อนประกายจากแสงแดด บางอย่างในดวงตาเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอก
ผมยกมือกดหน้าอกตัวเอง-มือข้างที่ใช้กดแผลเขามาตลอด
"ครั้งนั้น
ผมไม่ได้ช่วยเธอ เพราะผมกลัว กลัวว่าจะต้องถูกจับไปขังในห้องใต้ดิน กลัวว่าจะต้องถูกลงโทษ
กลัวว่าจะต้องเจ็บ แต่ผมพบว่าการสูญเสียเธอทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่า"
เขายังคงมองผม แต่อาจจะไม่เห็นผมแล้วก็ได้
สีหน้าของเขาชวนให้ผมนึกถึงสีหน้าของผู้ชื่นชมงานศิลปะ ยามได้เห็นสิ่งสวยงาม...แน่นอนว่าผมคงไม่มีวันเป็นสิ่งสวยงามไปได้
"ตั้งแต่นั้น
ผมจึงตัดสินใจว่า หากมีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก
ผมจะไม่ลังเล...ที่จะช่วยชีวิต"
ถึงตอนนี้ สีหน้าเขาเปลี่ยนไป
เขาคงเริ่มได้ยินเสียงนั้นแล้ว
เขาพยายามจะลุกขึ้น พยายามจะพูด ผมแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปากเขาอีกครั้ง
"ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆ
อีกแล้ว ผมไม่กลัวที่จะต้องถูกขังในห้องใต้ดิน...หรือที่ไหนๆ" ผมพูดต่อ
แต่เสียงของผมถูกเสียงไซเรนกลบมิด
ผมเป็นคนเรียกตำรวจเอง ระหว่างที่เขาหมดสติ...
โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นยังมีแบตเตอรี่เหลือพอที่จะโทรออก
รถตำรวจมาถึงก่อนรถพยาบาลแค่ชั่วอึดใจเดียว ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ยกมือขึ้นเหนือหัว มองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของเขา
ผมยิ้ม ในขณะที่เขาเริ่มหัวเราะ
หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เสียงหัวเราะนี้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บ...เจ็บในอก...เจ็บมาก
ผมตัดสินใจทำเช่นนี้ตั้งแต่ตอนเห็นบาดแผลของโจ๊กเกอร์
ผมทำลงไปโดยไม่ลังเล
ผมรู้ว่าเขาจะออกมาได้อีก
แต่ว่า...
ผมได้ยินเสียงดังมากๆ เสียงหนึ่ง
มันดังยิ่งกว่าเสียงไซเรน
ผมได้ยินเสียงแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อนานมาแล้ว ตอนย่าตบหน้าผม...
แต่นั่นมันเรื่องในอดีต
ปัจจุบัน...
โจ๊กเกอร์กำลังตบผมด้วยหลังมือ
แรง
แรงจนรู้สึกชา มากกว่าเจ็บ
ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าปฏิกิริยาแรกของเขาต้องเป็นเช่นนี้
แต่ก็นึกไม่ถึงว่าอารมณ์จะทำให้คนเรามีแรงขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้
เขาเงื้อมือขึ้นอีก
ผมหลับตา เตรียมรับครั้งที่สอง แต่ตำรวจเข้ามาก่อน...
6.
นี่สิ
ตอนจบที่แท้จริง
เพื่อรักษาสิ่งหนึ่ง คุณต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่ง(หรือหลายสิ่ง)ไป
ก็แล้วแต่จะเลือก...
และผมเชื่อว่าผมเลือกไม่ผิด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง...
ครับ อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ ผมเกิดความรู้สึกที่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่าเสียใจมากที่สุด
ผมนั่งอยู่ในรถตำรวจ มองรถพยาบาลแล่นออกไป
...สงบ...ไม่รู้สึกอะไรแปลกๆ อีก
ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
ใช่ การได้กลับมาเป็นตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องน่ายินดี
แต่ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกนะครับ
อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะเอาผมไปส่งที่บ้าน ถ้าได้นอนเต็มตาสักตื่นละก็
เยี่ยมเลย
...แต่ผมว่าผมจะออกมาอีกเร็วๆ นี้แหละ...
ขณะรถเริ่มเคลื่อนตัว ผมก็เริ่มวางแผนอยู่ในใจ
ผมเลียริมผีปาก
ลิ้มรสเลือดของตัวเองที่ผสมอยู่กับเลือดของโจ๊กเกอร์
ผมรู้ ผมกับเขาจะต้องได้เจอกันอีก แต่เมื่อถึงเวลานั้น
ความสัมพันธ์ของเราคงไม่เหมือนเดิม
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะมันทำให้การรักษายากขึ้น
ผมเชื่อว่า บางส่วน ในตัวเขา
เข้าใจการกระทำของผม น่าเสียดายที่ อีกหลายส่วน ไม่
แต่อย่างไรก็ดี ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมจะมีความหวัง
แพทย์เก่งแค่ไหนก็รักษาคนตายไม่ได้...จริงไหมครับ?
ปล. ผมขอยืนยันว่าโจ๊กเกอร์เป็นคนดี ดีกว่าผม
และอาจดีกว่าคุณ ถ้าเพียงแต่ผมมีโอกาสรักษาเขาอย่างต่อเนื่อง ผมจะพิสูจน์ให้คุณดู
ปล.2
สิ่งที่เขากระซิบบอกผมก็คือ...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
EVE: เหอเหอ
จบ Season 1 แล้วจ้า! ตอนหน้าจะขึ้น Scarecrow Season 2 แล้วนะ
ฮ่าๆๆ
+ตอนแรกว่าจะให้โดนจับที่โรงงานร้างนั่นแหละ
แต่ไม่เอาดีกั่ว เหอๆ เผื่อคุณเชคอยากเอามาใช้ในเรื่องตอนต่อๆ ไป
ให้มันเป็นฐานลับๆ ต่อไปดีกว่าเนอะ~ฮิฮิ
++
อยากให้คุณเชคเขียนตอนปิดนี้อีกครั้งนึงในมุมมองโจ๊กเกอร์อ้ะ~อยากอ่าน อั๊ง~
+++ หลายๆ
อย่างยังค้างคา มีสานต่อใน Season
2 แน่ๆ ฮ่าๆ ไว้ค่อยดูกันต่อไป ลัลล้า~
และสุดท้าย เหมือนเดิม
ผิดพลาดประการใด...โปรดปล่อยมันไปเหอะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ(หัวเราะชั่ว)
เพิ่มนิด...พิมพ์ในเวิร์ดแล้วจัดหน้าในนี้เล่นเอาเหงื่อตกเลยอะ