GOD DAMNED HERO View my profile

Scarecrow

Scarecrow 11: …Till Dawn

posted on 02 Mar 2008 22:40 by dcdiary  in Scarecrow

Scarecrow 11: ...Till Dawn

1.

อีกครั้ง ที่ต้องตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง
ดวงตาที่สะท้อนอยู่ในกระจกแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ดูไม่จืดเลย

ข้างนอก ฝนตกไม่ยั้งมาตั้งแต่เย็น รั้วเหล็กเก่าขึ้นสนิมไหวโยกอย่างน่ากลัว ตัวโรงงานที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าวดูพร่าเลือนในสายฝนหนาหนัก
ผมกลืนน้ำลาย คอแห้งฝืด
หลังแยกจากโจ๊กเกอร์ที่สะพาน ผมก็ลักรถมาคันหนึ่ง ขับกลับมาที่โรงงาน
รอ
ไม่รู้ว่ารอมานานเท่าไหร่ ไม่ได้นับเวลา
น่าจะ...สองวันกับอีกค่อนคืนแล้วล่ะนะ
เดี๋ยวดับเดี๋ยวติดเครื่อง คิดว่าจะไป...จะไปแล้ว...แต่จนแล้วจนรอดก็ยังอยู่ที่เดิม


ลำโพงวิทยุส่งเสียงครืดคราดเหมือนคนใกล้ตาย ผมเอื้อมมือไปปิด ปวดหัวตุบๆ ลมหายใจร้อนผ่าว
ข่าวสุดท้ายที่ได้ยินคือโจ๊กเกอร์ขับรถพุ่งเข้าใส่รถตำรวจ จนเกิดระเบิด ไม่พบศพ...แต่ก็ไม่น่ารอด


ผมเปิดกระจกเล็กน้อย ดับเครื่อง ซบหน้ากับพวงมาลัย ละอองฝนจากข้างนอกสาดเข้ามากระทบต้นคอ สัมผัสเย็นๆ ของมันช่วยกระตุ้นไม่ให้ผมหลับ
โทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถส่งเสียงร้องเตือนเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ผมสะดุ้ง ไม่เคยสังเกตว่ามันอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งมันส่งเสียง
ผมกดปิดเครื่อง


ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมแทบไม่อยู่ห่างรถ เรียกว่าถ้าทำธุระส่วนตัวบนรถได้คงทำแล้ว


ว่าไป รถคันนี้คงวิ่งไปได้อีกไม่ไกลเท่าไหร่
นั่นสินะ


ผมถอนหายใจ


ความคิดของผมไม่ปะติดปะต่อกัน มันไปเรื่องโน้น แล้วก็มาเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก
ยิ่งผมพยายามเรียบเรียงความคิด ผมก็ยิ่งสับสน

...เมื่อสองสามวันก่อนผมเคยแน่ใจว่าผมทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว...


ผมกดมือขวากับหน้าอก คิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
ไม่ได้เจ็บหรอก แต่อึดอัด รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น และมันขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รู้สึกเหมือนว่า...กำลังจะทนไม่ไหว มันเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญมาก


ผมถอนหายใจอีกครั้ง ยาวกว่าครั้งแรก แต่ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น


ยังจะรออะไรอยู่อีก? ไปได้แล้ว มันจบแล้ว ถึงแกจะไม่อยากให้จบก็เถอะนะ
ผมได้ยินเสียงตัวเองดังอยู่ในหัว และเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ รั้งอยู่นานไปก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว เหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั้งหมด เรื่องโจ๊กเกอร์ เรื่องเจด ทุกอย่างมันจบแล้ว
ผมเองไม่ใช่หรือ ที่อยากกลับมาอยู่หลังพวงมาลัย ก็นี่ไง ทำได้แล้วนี่?
ผมเลือกตัดเจดออกไปจากชีวิตก่อน ถึงจะจบลงแค่ครึ่งๆ กลางๆ แต่ก็ทำไปแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จดี
ส่วนโจ๊กเกอร์...
ผมไม่ได้เลือกตัดเขาออกจากชีวิต เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดผม


ผมอยากรักษาโจ๊กเกอร์ อยากช่วยเขา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าผมพบเขาเร็วกว่านี้ ถ้าผมไม่ให้เขาไปที่สะพานนั่น ถ้าผมไม่พาเจดมาแต่แรก
ถ้า...
ช่างเถอะ
คิดไปก็ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไร
คิดไป ก็ยิ่งทำให้เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนั่นขยายตัวใหญ่ขึ้น


"จบ" ผมพูดกับตัวเอง สตาร์ทรถ
โจ๊กเกอร์ตายแล้ว ผมควรจะเดินไปตามทางของผมต่อเสียที


แสงไฟหน้ารถสาดไปข้างหน้า แต่ไม่อาจทะลุม่านฝนหนาไปได้ ผมเคลื่อนรถไปอย่างเชื่องช้า พาตัวเองออกห่างจากโรงงานร้างไปทุกขณะ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะมุ่งหน้าไปไหน ผมไม่มีแผนการใดๆ ทั้งสิ้น จริง ผมใช้โรงงานร้างนั่นเป็นที่ทำการทดลองได้ แต่มันเป็นสถานที่ของเขา ผมไม่สามารถยึดเอามาได้หากไม่ได้รับความยินยอม แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม

2.

ฝนซาลง เมฆดำสลายตัวไป เผยให้เห็นท้องฟ้าสีแดงของก็อธแธม ผมขับรถไปเรื่อยๆ เลียบริมน้ำตามถนนสายเก่า ไกลออกไป แสงไฟจากตัวเมืองส่วนที่เต็มไปด้วยความเจริญสะท้อนประกายบนผิวน้ำ แพรวพราวเหมือนคริสตัลสีฟ้า ตัดกับสีแดงก่ำเบื้องบน
แต่ยิ่งไกลจากโรงงานร้างมากเท่าไร ความรู้สึกอึดอัดในอกกลับเพิ่มทวีมากขึ้นเท่านั้น
ความจริง เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้รบกวนผมมามาระยะหนึ่งแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ช่วงหลังยิ่งรู้สึกถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็กลายเป็นตลอดเวลาหลังจากรู้ข่าวเรื่องระเบิดนั่น

"บอกมาซิว่าแกเป็นอะไรไป?" ผมกดหน้าอกตัวเอง พูดกับมันราวกับมันมีความคิดความอ่านแยกจากส่วนอื่นในร่างกายผม
เจ้าความรู้สึกน่ารำคาญนี้มันเกิดขึ้นมาเอง และมันรบกวนผมอย่างมาก หากผมจะทำอะไรผิดเพี้ยนไปก็คงเพราะมันนี่แหละ


กระบอกตาร้อน...ผมหลับตาประมาณสองสามวินาที และลืมตาขึ้น ทันเห็นใครบางคนวิ่งตัดหน้ารถในระยะประชิด
ผมเหยียบเบรค
แต่ไม่ทัน


ผมเปิดประตูรถ สายฝนเย็นเฉียบกระทบผิว
ร่างนั้นกระเสือกกระสนยืนขึ้นอีกครั้ง
ชนไม่แรง และจากที่ดู ไม่เป็นอะไรมาก
ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถที่สาดจับ เสื้อนอกที่ใครคนนั้นสวมใส่เด่นยิ่งกว่าส่วนอื่นๆ ผมจำมันได้ในทันที
เสื้อตัวนั้น...จะมีใครนอกจาก...
"โจ๊กเกอร์!" ผมวิ่งเข้าไปประคอง
เขาโถมตัวใส่ผมเต็มที่ ผมเซไป กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมาปะทะจมูก

ไม่ใช่!

ถึงไม่เห็นหน้า แต่เพียงแค่สัมผัสผมก็แน่ใจได้ว่าไม่ใช่เขา
บางสิ่งบางอย่างในอกที่ดูจะหายไปชั่วขณะกระแทกกลับเข้ามาอีก และคราวนี้ มันส่งผลกับผมมากกว่าแค่ทำให้อึดอัด มัน-รุนแรงกว่านั้น-มาก

ผมกำมือแน่น เล็บจิกลงในเนื้อ

ชายคนนั้นเป็นแค่คนแปลกหน้า เป็นคนจรจัด แต่เสื้อที่เขาสวม ต่อให้ยับเยินยังไงผมก็ไม่มีทางจำพลาด
"เอา...เสื้อ...มาจากไหน?" ผมเค้นเสียงถาม
ชายคนนั้นกระชับเสื้อแน่นขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งหนี ผมกระชากแขนเขา กดเขาลงกับกระโปรงหน้ารถ
"เอามาจากไหน?!"
เขาชี้มือไปข้างทาง ในความมืด
ผมปล่อยเขา หักรถหันหน้าไปยังทิศทางที่เขาชี้ ใช้ไฟหน้าช่วยส่อง ข้างทางเป็นพื้นที่รกร้าง มีวัชพืชขึ้นสูง แต่ผมไม่สนใจ ผมลงจากรถ วิ่งเข้าข้างทาง ตะโกนแข่งกับเสียงฝน
ชั่วขณะนั้น ผมทำตัวราวกับคนบ้า
แต่ผมก็เป็นคนบ้านี่นะ?

3.

ฝนหยุดตกเมื่อไหร่ไม่รู้

ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่นหลัง เมื่อแสงแรกของเช้าวันใหม่สาดลงมา
เมื่อหันหลังกลับไป ผมเห็นทุกอย่างเป็นเงาดำที่มีแสงสีทองจับตามขอบ ท้องฟ้าหลังฝนกระจ่างใส เมฆขาวระบายด้วยสีของแสงอาทิตย์ยามเช้า
ไอเย็นเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมหายใจออก ปลายนิ้วทั้งสิบของผมมีเลือดติด เล็บฉีก แต่ความเย็นช่วยให้มันชาจนไม่รู้สึกอะไร ผมยืดตัวขึ้น เสยผมที่ปรกหน้า มองหยดน้ำจากเสื้อผ้าร่วงลงพื้น ค่อยๆ ซึมลงดินเปียกเขละ หากจะมีร่องรอยอะไรที่นี่ มันก็ถูกน้ำชะไปหมดแล้ว
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ผมหาติดต่อกันมาทั้งคืนแล้ว จะให้ล้มเลิกง่ายๆ ก็กระไรอยู่
ผมก้มลงแหวกพงหญ้าต่อ และจะขุดดินต่อด้วย ถ้าจำเป็น
ในใจลึกๆ ผมตระหนักดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรไร้ความหมาย บางที คนจรจัดคนนั้นอาจชี้ส่งเดช บางที เขาอาจไม่อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก แต่ว่า...


สายตาผมปะทะเข้ากับรองเท้าข้างหนึ่ง
รองเท้าข้างนั้นทำให้ผมลืมเรื่องที่กำลังคิดค้างอยู่ไปจนหมด
ผมตรงเข้าไป หยิบมันขึ้นมา หัวใจเต้นแรง ด้วยรู้ว่ามาถูกทางแล้ว


ผมค้นลึกเข้าไปในบริเวณนั้น ไม่หยุดพักจนกระทั่งเห็นร่างที่นอนราบอยู่ท่ามกลางโคลนและวัชพืชสูงท่วมหัว
ร่างนั้นสงบนิ่งจนน่าใจหาย
ลำคอผมตีบตัน เกร็ง
ทั้งที่เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ผมกลับไม่สามารถก้าวเข้าไปใกล้ได้มากกว่านั้น
ไม่ จนกระทั่งเห็นว่าแผ่นอกใต้เสื้อชุ่มเลือดนั้นกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา

ยังหายใจ

ยังมีชีวิตอยู่

เขาปรือตาขึ้นมอง รอยยิ้มถูกจุดขึ้นบนใบหน้าเผือดซีดไร้สีเลือด คำพูดประโยคแรกที่หลุดจากริมฝีปากแตกๆ คู่นั้นทำให้ผมหัวเราะออกมา
"เทวดามารับ...แบบนี้แปลว่า...ได้ขึ้นสวรรค์ซี?"
เทวดาที่ตัวเปียกโชก เปื้อนโคลน เล็บฉีกเปิดเปิง แถมยังเหม็นอย่างกับศพเนี่ยนะ?
ซอมบี้น่ะสิไม่ว่า

ผมเดินเข้าไปหาเขา คุกเข่าลงข้างเขา (ที่ถูก ควรจะเป็น ‘กระแทกเข่าลงข้างเขา') ความเหนื่อยที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งเข้าจู่โจมรวดเดียวจนผมแทบกระอัก แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่คอยรบกวนผมอยู่กลับปลาสนาการไปโดยสิ้นเชิง

‘โล่งใจ' คือความรู้สึกอย่างไร...ผมเพิ่งได้สัมผัสกับตัวเองในวันนี้
แต่มันก็คงอยู่เพียงชั่วขณะเดียว ก่อนที่ผมจะเห็นบาดแผลของเขา

4.

ห้านาทีต่อมา

ในรถ โจ๊กเกอร์นอนเหยียดยาวอยู่บนเบาะหลัง ผมปีนข้ามเบาะ ขึ้นคร่อมตัวเขา ฉีกเสื้อออก เลือดทะลักออกมาจนชุ่มเบาะ ผมมองไม่เห็นบาดแผล และไม่กล้าเสี่ยงเคลื่อนย้ายเขาอีก รอบเดียวก็บอบช้ำพออยู่แล้ว
แผลส่วนใหญ่ของเขาเป็นแผลไหม้ หลายแผลย่ำแย่เอาเรื่อง แต่ไม่มีแผลไหนน่าหนักใจเท่ากับแผลที่อก ซึ่งไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็บอกได้ว่าเป็นแผลกระสุน เขาถูกยิงจากด้านหลัง ทะลุออกด้านหน้า ปากแผลกว้างทำให้เขาเสียเลือดมาก
ผมหวังว่ากระสุนนัดนี้ไม่ได้เจาะทะลุอวัยวะสำคัญใดๆ แต่เห็นๆ อยู่ว่ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง
ผมถอดเสื้อตัวเองออก ใช้มันกดห้ามเลือด
เขาพยายามโงหัวขึ้นมอง ผมกดคอเขา
"นอนราบอย่างนั้นแหละ"
เสียงเรียบ ห้วน ที่ผมใช้กลับทำให้เขาขำ
ดูเอาเถอะ ยังหัวเราะได้อีก
ผมมองตาเขา มองใบหน้าชุ่มเหงื่อของเขา
เขาส่งเสียงหัวเราะทั้งที่กัดฟันอยู่
ผมเพิ่มแรงกด โดยใช้น้ำหนักตัวช่วย เขาตะครุบข้อมือผมไว้ด้วยมือข้างที่ยังยกไหว คิ้วขมวดเข้าหากัน
ความคิดผมตีกันให้ยุ่ง
การตัดสินใจของผมดูจะช้าลงทุกครั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเขา

ความตั้งใจแรกเริ่มของผมคือ ปฐมพยาบาลเขาก่อน จากนั้นกลับไปที่โรงงานร้างอีกครั้ง ถ้าจำเป็นก็ต้องติดต่อหมอเถื่อนสักคน(ซึ่งผมรู้จักอยู่สองสามคน) แต่ดูท่า...

ฟองอากาศผุดขึ้นมาพร้อมกับเลือดในจังหวะที่เขาหายใจ
ผมฉีกเสื้อบางส่วนเป็นริ้วยาว ใช้มันต่างผ้าพันแผล พันมันทับเสื้อส่วนที่เหลือ
นอกจากแผลที่อกแล้ว ยังมีแผลกระสุนฝังในอีกสามแห่ง ผมทำเวลาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการห้ามเลือด ปีนกลับไปประจำที่คนขับ ออกรถ
"มัดแน่นไปหรือเปล่า? หายใจไม่ออก" เขายันตัวขึ้น
"นอนลง!" ผมตวาด
"แต่..."
"นอนลง" ผมพูดด้วยเสียงเบาลง
"รู้อะไรมั้ยหมอ ผมเอาตัวรอดได้" เขาพูด เสียงกระด้างขึ้น
ผมเหลือบมองเขาผ่านกระจกส่องหลัง เห็นเขาลงนอนราบอีกครั้ง หายใจถี่ขึ้น หน้าซีดเป็นกระดาษ
"ไม่ทราบ ไม่สนใจด้วย" ผมตอบ
"ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ"
"ผมก็เหมือนกัน" ผมตอบและเหลือบมองเขาผ่านกระจกอีกครั้ง
เราสบตากันเพียงชั่วขณะสั้นๆ
เขาหลับตาลง...

5.

เมื่อได้สติอีกครั้ง ดูเขาจะประหลาดใจที่รถจอดสนิท เรายังอยู่บนถนนเส้นเดิม เบื้องหน้า ผืนน้ำส่องประกายสีทองระยับ บริเวณนี้ไม่มีตึกสูงบดบังทัศนียภาพ สามารถมองเห็นส่วนอื่นๆ ของก็อธแธมได้เกือบทั้งหมด

"เกิดอะไร..." เขาถาม แต่ไม่จบประโยค เสียงหายไปก่อน

"ตอนผมยังเด็ก ผมเคยเก็บนกกางเขนได้ตัวหนึ่ง" ผมเริ่มเล่า...
เขาพยายามจะพูดอีกครั้ง แต่ผมแตะนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากเขา
ขณะนี้ ผมนั่งอยู่ระหว่างเบาะหน้ารถ หันมาทางเขา มือข้างหนึ่งกดอยู่เหนือแผลฉกรรจ์ที่เขาได้รับ
"เธอบาดเจ็บ ผมเป็นคนรักษาเธอ ผมสร้างรังเล็กๆ ให้เธอที่หัวนอน..."
เขาหลับตา ผมเล่าต่อไป
"เมื่อเธอหายดี เราก็กลายเป็นเพื่อนกัน"
"กับเธอ...กับนกน่ะเหรอ?" เขาถาม ไม่ลืมตา แต่มีรอยยิ้มเกร็งๆ ที่มุมปาก
"ครับ หลังจากนั้น เธอมาเกาะขอบหน้าต่าง ร้องเพลงให้ผมฟังเป็นประจำ บางวันก็คาบอะไรแปลกๆ มาฝากด้วย"
"เรื่องจริงน่ะ?"
"ครับ แล้ววันหนึ่ง เธอก็มาทำรังในห้องนอนผม"
"ให้ท่าซะขนาดนั้น แล้วคุณมีเซ็กซ์กับเธอหรือเปล่าล่ะ?"
สมองผมล้าเกินกว่าจะคิดตอบโต้คำถามแปลกๆ ของเขา
"ผมไม่ได้บอกเรื่องเธอให้คนในบ้านรู้ กลัวว่าพวกเขาจะทำอันตรายเธอ"
"ยอมรับมาเถอะน่า ผมเป็นคนแรกของคุณใช่มั้ย?" เขาถาม หัวเราะ "แน่เลย"
ผมส่ายหน้า ปัดปอยผมที่ปรกตาเขาออก มองขนตาสีเข้มของเขา มันดูโดดออกจากส่วนอื่นของวงหน้าซึ่งซีดแทบจะกลายเป็นสีเทา ทั้งที่ยิ้ม แต่ริมฝีปากของเขาเกร็ง

กำลังเจ็บสิ? ใช่ไหม?

"แต่วันหนึ่ง ความลับก็แตก ย่าผมเป็นคนพบเธอ"
ผมกล่าวต่อ ลูบเสี้ยวหน้าชื้นเหงื่อของเขา เขาซุกหน้ากับฝ่ามือผม ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เงาขนตาทอดยาวลงบนแก้ม เหงื่อหยดหนึ่งไหลจากขมับเข้าไปในตา เขาสบถ หลับตาลงอีกครั้ง ผมปาดเหงื่อให้เขา เลือดจากปลายนิ้วผมทำให้ใบหน้าเขาเปื้อนเป็นทางยาว เขาลืมตา ตาขาวข้างที่เหงื่อไหลเข้าไปเป็นสีแดงก่ำ

ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานคุณก็จะสบายแล้วละ... ผมกระซิบ ไม่ออกเสียง

"ย่าหักปีกเธอทีละข้าง ตามด้วยขา..." ผมหยุด ความทรงจำในช่วงนี้แจ่มชัดยิ่งกว่าช่วงอื่น
"ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ผมน่าจะช่วยเธอได้ ไม่ ผมรู้ว่าผมช่วยเธอได้ แต่ผมกลับยืนอยู่ตรงนั้น มอง...... "
"ก็แค่นก" เขาพูดขัด หัวเราะ และเปลี่ยนเป็นไอ เลือดที่กระเซ็นออกมาด้วยทำให้ริมฝีปากส่วนหนึ่งของเขาเป็นสีแดง
"ตอนที่ถูกทิ้งลงพื้น เธอยังไม่ตาย เธอดิ้น ร้อง ในขณะที่ย่าหัวเราะ" ผมเล่าต่อ และหยุดลงอีกครั้ง หลับตา ผ่อนลมหายใจยาว
ความทรงจำช่วงนี้หลอกหลอนผมมาตลอด และมันเป็นสาเหตุให้ผมไม่อยากเข้าใกล้นก หากไม่จำเป็น ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง การถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดยากกว่าการคิดหลายเท่า
ขอบตาผมร้อนขึ้น ผมถอดแว่น กดสันจมูก พยายามดึงตัวเองออกจากอดีต

...กลิ่นเลือดและเหงื่อของเขาติดอยู่ที่ปลายนิ้วผม...กลิ่นของปัจจุบัน

"ถ้าผมกำลังจะตาย คุณไม่ต้องบอกอ้อมขนาดนี้ก็ได้นะ" เขาพูดขึ้น เสียงของเขาเบา และมีเสียงแหลมๆ เหมือนเสียงลูกโป่งถูกปล่อยลมแทรกอยู่
ผมกำลังจะเอ่ยปาก แต่เขาชิงพูดขึ้นก่อน
"หมอ ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก"
ผมมองเขา ความเงียบเกิดขึ้น เขายิ้มน้อยๆ มองตรงมาที่ผม
"อะไรครับ?"
"มันสำคัญมาก ฟังนะ..."
เขาขยับริมฝีปาก แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเขาเลย
ผมโน้มตัวลงไปใกล้ แต่ก็ยังไม่ได้ยิน
"ผมไม่ได้ยินคุณ" ผมบอกเขา กำลังจะยกตัวขึ้นเพื่ออ่านริมฝีปากแทน แต่เขากลับกดท้ายทอยผมไว้
แรงกดของเขาทำให้ใบหน้าผมลดลงไปแนบกับใบหน้าของเขา ริมฝีปากเขาจ่อชิดกับใบหูผม
เสียงกระซิบของเขาไม่ดังไปกว่าเสียงลมหายใจของผม

แต่คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจน


ผมอยากถามเขาว่า ทำไมจึงเลือกบอกผม
แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมถาม

เขาจูบผม


ริมฝีปากของเขาไล่เรื่อยมาตั้งแต่ใบหู จนกระทั่งพบริมฝีปากของผม
เขารอคอย จนกระทั่งผมตอบรับ
นี่ไม่ใช่การบังคับขืนใจ
แต่เป็นการขอ...

ริมฝีปากของเราแยกจากกันเพียงชั่วขณะ และทาบทับเข้าหากันอีกครั้ง
ผมรับรู้ถึงรสเลือดของเขา รับรู้ในทุกขณะที่มันถ่ายทอดเข้าสู่ตัวผม...ทำให้ลำคอที่แห้งผากของผมชุ่มชื้น กลิ่นคล้ายสนิมอวลอยู่ในลมหายใจของผม...และของเขา
เราแบ่งปันลมหายใจให้กันและกัน เสนอ และสนองตอบ ในจังหวะที่เนิบช้า
หัวใจของเขาสั่นไหวอยู่ใต้ฝ่ามือผม

ระหว่างผมและเขา บางสิ่งซึ่งเคยมีอยู่เพียงเลือนรางได้ก่อตัวขึ้น
ผมตระหนักได้ถึงสิ่งนั้น และเขาเองก็เช่นเดียวกัน
มันเกือบจะคล้ายสัญญา...ไม่ใช่สัญญาที่สามารถเขียนเป็นตัวอักษร หรือเอ่ยด้วยคำพูด
แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะผูกพันเราทั้งสองคนไว้
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

"ผมยังเล่าไม่จบ" ผมบอกเขา ชันตัวขึ้น หากช่วงเวลาแห่งเวทมนต์มีอยู่จริง ตอนนี้มันก็หายไปแล้ว
อีกครั้งที่แผ่นหลังผมรู้สึกถึงความอุ่นจากแสงอาทิตย์
เขามองผม หยาดเหงื่อสะท้อนประกายจากแสงแดด บางอย่างในดวงตาเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอก ผมยกมือกดหน้าอกตัวเอง-มือข้างที่ใช้กดแผลเขามาตลอด
"ครั้งนั้น ผมไม่ได้ช่วยเธอ เพราะผมกลัว กลัวว่าจะต้องถูกจับไปขังในห้องใต้ดิน กลัวว่าจะต้องถูกลงโทษ กลัวว่าจะต้องเจ็บ แต่ผมพบว่าการสูญเสียเธอทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่า"
เขายังคงมองผม แต่อาจจะไม่เห็นผมแล้วก็ได้ สีหน้าของเขาชวนให้ผมนึกถึงสีหน้าของผู้ชื่นชมงานศิลปะ ยามได้เห็นสิ่งสวยงาม...แน่นอนว่าผมคงไม่มีวันเป็นสิ่งสวยงามไปได้
"ตั้งแต่นั้น ผมจึงตัดสินใจว่า หากมีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก ผมจะไม่ลังเล...ที่จะช่วยชีวิต"

ถึงตอนนี้ สีหน้าเขาเปลี่ยนไป
เขาคงเริ่มได้ยินเสียงนั้นแล้ว
เขาพยายามจะลุกขึ้น พยายามจะพูด ผมแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปากเขาอีกครั้ง
"ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกแล้ว ผมไม่กลัวที่จะต้องถูกขังในห้องใต้ดิน...หรือที่ไหนๆ" ผมพูดต่อ


แต่เสียงของผมถูกเสียงไซเรนกลบมิด


ผมเป็นคนเรียกตำรวจเอง ระหว่างที่เขาหมดสติ...
โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นยังมีแบตเตอรี่เหลือพอที่จะโทรออก
รถตำรวจมาถึงก่อนรถพยาบาลแค่ชั่วอึดใจเดียว ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ยกมือขึ้นเหนือหัว มองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของเขา
ผมยิ้ม ในขณะที่เขาเริ่มหัวเราะ
หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เสียงหัวเราะนี้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บ...เจ็บในอก...เจ็บมาก

ผมตัดสินใจทำเช่นนี้ตั้งแต่ตอนเห็นบาดแผลของโจ๊กเกอร์
ผมทำลงไปโดยไม่ลังเล
ผมรู้ว่าเขาจะออกมาได้อีก
แต่ว่า...


ผมได้ยินเสียงดังมากๆ เสียงหนึ่ง มันดังยิ่งกว่าเสียงไซเรน
ผมได้ยินเสียงแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อนานมาแล้ว ตอนย่าตบหน้าผม...
แต่นั่นมันเรื่องในอดีต

ปัจจุบัน...

โจ๊กเกอร์กำลังตบผมด้วยหลังมือ

แรง
แรงจนรู้สึกชา มากกว่าเจ็บ
ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าปฏิกิริยาแรกของเขาต้องเป็นเช่นนี้ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าอารมณ์จะทำให้คนเรามีแรงขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้
เขาเงื้อมือขึ้นอีก
ผมหลับตา เตรียมรับครั้งที่สอง แต่ตำรวจเข้ามาก่อน...

6.

นี่สิ

ตอนจบที่แท้จริง

เพื่อรักษาสิ่งหนึ่ง คุณต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่ง(หรือหลายสิ่ง)ไป ก็แล้วแต่จะเลือก...
และผมเชื่อว่าผมเลือกไม่ผิด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง...

ครับ อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ ผมเกิดความรู้สึกที่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่าเสียใจมากที่สุด

ผมนั่งอยู่ในรถตำรวจ มองรถพยาบาลแล่นออกไป
...สงบ...ไม่รู้สึกอะไรแปลกๆ อีก
ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
ใช่ การได้กลับมาเป็นตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกนะครับ
อีกเดี๋ยวพวกเขาก็จะเอาผมไปส่งที่บ้าน ถ้าได้นอนเต็มตาสักตื่นละก็ เยี่ยมเลย

...แต่ผมว่าผมจะออกมาอีกเร็วๆ นี้แหละ...
ขณะรถเริ่มเคลื่อนตัว ผมก็เริ่มวางแผนอยู่ในใจ


ผมเลียริมผีปาก ลิ้มรสเลือดของตัวเองที่ผสมอยู่กับเลือดของโจ๊กเกอร์
ผมรู้ ผมกับเขาจะต้องได้เจอกันอีก แต่เมื่อถึงเวลานั้น ความสัมพันธ์ของเราคงไม่เหมือนเดิม
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะมันทำให้การรักษายากขึ้น
ผมเชื่อว่า บางส่วน ในตัวเขา เข้าใจการกระทำของผม น่าเสียดายที่ อีกหลายส่วน ไม่
แต่อย่างไรก็ดี ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมจะมีความหวัง

แพทย์เก่งแค่ไหนก็รักษาคนตายไม่ได้...จริงไหมครับ?

ปล. ผมขอยืนยันว่าโจ๊กเกอร์เป็นคนดี ดีกว่าผม และอาจดีกว่าคุณ ถ้าเพียงแต่ผมมีโอกาสรักษาเขาอย่างต่อเนื่อง ผมจะพิสูจน์ให้คุณดู
ปล.2 สิ่งที่เขากระซิบบอกผมก็คือ...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE: เหอเหอ จบ Season 1 แล้วจ้า! ตอนหน้าจะขึ้น Scarecrow Season 2 แล้วนะ ฮ่าๆๆ
+ตอนแรกว่าจะให้โดนจับที่โรงงานร้างนั่นแหละ แต่ไม่เอาดีกั่ว เหอๆ เผื่อคุณเชคอยากเอามาใช้ในเรื่องตอนต่อๆ ไป ให้มันเป็นฐานลับๆ ต่อไปดีกว่าเนอะ~ฮิฮิ
++ อยากให้คุณเชคเขียนตอนปิดนี้อีกครั้งนึงในมุมมองโจ๊กเกอร์อ้ะ~อยากอ่าน อั๊ง~
+++ หลายๆ อย่างยังค้างคา มีสานต่อใน Season 2 แน่ๆ ฮ่าๆ ไว้ค่อยดูกันต่อไป ลัลล้า~
และสุดท้าย เหมือนเดิม ผิดพลาดประการใด...โปรดปล่อยมันไปเหอะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ(หัวเราะชั่ว)

เพิ่มนิด...พิมพ์ในเวิร์ดแล้วจัดหน้าในนี้เล่นเอาเหงื่อตกเลยอะ

Scarecrow 10: The Reason

posted on 15 Feb 2008 21:44 by dcdiary  in Scarecrow

Scarecrow 10: The Reason

สายลมยามดึกพัดปะทะตัวผมทันทีที่เปิดหน้าต่าง ความเย็นช่วยชะความเหนื่อยล้าและทำให้สมองผมปลอดโปร่งขึ้น ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้า นึกสงสัยว่าทำไมท้องฟ้าของก็อธแธมถึงมักจะเป็นสีแดงทั้งที่ไม่มีพายุ มันทำให้ความสุนทรีย์ที่ควรจะมีเหือดหายไปกว่าครึ่ง

เจด - เด็กหนุ่มที่ผมเก็บได้ - เดินเข้ามาหาผม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ชื่อนั้นจริงๆ แต่เนื่องจากเขาสูญเสียความทรงจำไป ผมก็เลยเรียกแบบนี้ไปพลางๆ ก่อน ผมอาจดูใจร้ายที่ตั้งชื่อให้เขาเหมือนชื่อสัตว์เลี้ยงของผม แต่นั่นเป็นชื่อแรกที่ผมคิดออก และเขาก็ดูจะชอบชื่อนั้น

เจดกับผมยืนเกาะขอบหน้าต่าง เหม่อมองทัศนียภาพเบื้องนอก ไกลออกไป ผมเห็นอาคาร เวย์น เอนเตอร์ไพรซ์ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกรูปทรงทันสมัยทั้งหลาย

ตอนนี้เจ้าของตึกนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ? เขาคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายผิดจากผู้คนที่อยู่แถบนี้

การใช้ชีวิตอย่าง บรูซ เวย์น แม้เพียงครึ่งวันดูจะเป็นความฝันอันสุดเอื้อมของชาวสลัม

ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่เคียงข้าง แสงไฟจากตัวเมืองสะท้อนประกายอยู่ในดวงตาของเขาราวกับอัญมณี บาดแผลที่ศีรษะของเขายังเห็นได้ชัดแม้ในความมืด แรงกระแทกทำให้เกิดเลือดออกภายใน และตอนนี้เลือดเหล่านั้นก็มาคั่งที่ใต้ตาทั้งสองข้าง ทำให้เขาดูราวกับคนที่อดนอนมาสักสิบปี

"ทำไมยังไม่นอนอีก?" ผมถามเขา

"นอนไม่หลับ" เขาตอบเสียงแผ่ว สายตายังจ้องตรงไปเบื้องหน้า

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจดไม่เคยถามว่าผมเป็นใคร ไม่เคยถามถึงเหตุผลที่ผมกักตัวเขาไว้ในโรงงานร้างแห่งนี้ และผมก็ไม่ได้บอกอะไรเขา นอกจากชื่อของผม

"ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม?"

...ดังนั้น พอเขาพูดแบบนี้ ผมจึงรู้สึกประหลาดใจ

"ได้สิ" ผมตอบ ยิ้มให้เขา แม้ว่าเขาจะไม่มองมาทางผม

"ทำไมคุณถึงอยู่กับเขา?"

เขาหมายถึงโจ๊กเกอร์...แน่อยู่แล้ว

"เขาเป็นคนป่วย..."

"ผมไม่เห็นว่าเขาจะป่วยตรงไหน!" เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเจดระเบิดอารมณ์ออกมา

"...แต่เดิม ผมต้องการศึกษาเขา แต่ตอนนี้ ผมต้องการรักษาเขา และผมทำอย่างนั้นไม่ได้ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา" ผมพูดต่อ ไม่สนใจเจด

"คุณบ้าแล้ว!" เจดพูด แค่นหัวเราะ "บ้าพอๆ กับเขา"

"คุณกำลังอารมณ์ไม่ดี"

"เออสิ โจนาธาน เป็นคุณคุณจะอารมณ์ดีได้ไหมถ้าเห็นแต่หน้าใครบางคนที่คุณเองก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร"

นี่เอง...สาเหตุ

"นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดี ความทรงจำของคุณอาจเริ่มที่จะกลับมา" แล้วผมจะได้เริ่มทำการทดลองของผมเสียที

"ไม่รู้สิ บางทีผมก็ไม่อยากนึกอะไรออกทั้งนั้น"

บางครั้ง ไม่รู้อะไรเลยยังดีเสียกว่า ผมเข้าใจความรู้สึกของเขา

ผมแตะไหล่เขาเบาๆ เขาสะดุ้งเหมือนถูกตี แต่แล้วก็พึมพำขอโทษ

"ขอโทษที่ว่าคุณแบบนั้น แต่ความใจดีของคุณมันทำให้ผม...เอ่อ...ช่างเถอะ"

ความใจดีของผม? ผมไม่ใช่คนใจดีหรอกเจด ไม่ใช่คนดีด้วยซ้ำ

"แผลคุณดีขึ้นหรือยัง?" เขาถาม น้ำเสียงอ่อนลง

คุณต่างหากที่เป็นคนใจดี

"เกือบหายดีแล้วครับ" ผมตอบ ตั้งแต่เกิดเรื่องคืนนั้น โจ๊กเกอร์ก็ดูจะหลบหน้าผมตลอด เขาไม่เข้ามายุ่งกับผมอีกเลย แต่ก็ยังดูแลความเป็นอยู่ของผมสม่ำเสมอ...เสื้อผ้า...อาหาร...ทุกอย่างที่จำเป็น เขาเป็นคนจัดเตรียมให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ

ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นโจ๊กเกอร์ แผลที่แขนเขากำลังอักเสบ

ผมตั้งใจจะดูแผลให้ แต่เขาก็ชิงหายตัวไปเสียก่อน

เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ?

พอคิดถึงเขา ผมก็เริ่มรู้สึกกังวล

คนอื่นอาจเห็นโจ๊กเกอร์เป็นอาชญากรที่ชั่วร้าย แต่ผมไม่เห็นความชั่วร้ายในตัวเขา จะเห็นก็แต่ความวิปลาส ซึ่งเขาก็แสดงให้ผมเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสู้กับมัน

โดยเนื้อแท้ เขาอาจเป็นคนดียิ่งกว่าชายสติแตกที่ใส่ชุดค้างคาวออกเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืนก็ได้

"...ธาน...โจนาธาน! คุณไม่ฟังผมเลย" เสียงโวยวายของเจดแหวกฝ่าความคิดของผม

"ครับ?"

"มัวแต่ใจลอยคิดถึงไอ้บ้าหัวเขียวอยู่นั่นแหละ"

"คุณรู้ได้ยังไงว่า..." ...ผมคิดถึงเขา

"สีหน้าคุณมันฟ้อง ปกติคุณน่ะชอบทำหน้าไร้อารมณ์ แต่เวลาพูดถึงเขาทีไร...เออ...ช่างเถอะๆ" เจดชี้มือไปข้างล่าง "คุณเห็นหรือเปล่า? ใครก็ไม่รู้มาด้อมๆ มองๆ ท่าทางแปลกๆ"

ผมมองตาม เห็นชายคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ เขาทำท่าเหมือนกำลังงัดประตูโรงงาน

...ดูท่าจะงัดสำเร็จแล้วด้วย

"เห็น คุณน่าจะบอกผมเร็วกว่านี้" ผมพูด ผละจากหน้าต่าง

"ผมพยายามบอกแล้ว!" เจดกล่าว นิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

"รออยู่ที่นี่ อย่าออกจากห้องเด็ดขาด" ผมสั่ง ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู หยิบหน้ากากติดมือไปด้วย

"แต่..."

"ไม่มีแต่" ผมตัดบท

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมพบตัวเองอยู่ในห้องกว้าง หน้าแท่นโลหะซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ชายที่พยายามเข้ามาในโรงงานนอนดิ้นอยู่บนนั้น เลือดจากข้อเท้าทั้งสองข้างของเขาไหลเป็นทางลงไปยังท่อระบายน้ำที่พื้น เขาถูกมัดมือ มัดปาก และถูกตัดเอ็นเท้าทั้งสองข้าง แต่ยังมีสติดีเยี่ยม

ผมค้นตัวเขา และพบว่าเขาเป็นตำรวจ

พวกตำรวจเริ่มดมกลิ่นมาถึงนี่แล้วหรือ?

ไม่หรอก มีเขาคนเดียว

เขาเหลือกตามองหน้ากากซึ่งตั้งอยู่เหนือหัว ผมมองตาม ดวงตาที่คุ้นเคยจ้องตอบกลับมาจากในหน้ากากที่ว่างเปล่า...หน้ากากที่กำลังยิ้มเผล่อย่างอารมณ์ดี

ผมยิ้มตอบ

สแกร์โครว์เป็นผู้จับชายคนนี้ และผมจะเป็นผู้สานต่อ...

บางครั้ง เช่นครั้งนี้ ผมรู้สึกโหยหาวิธีการที่ผมเชี่ยวชาญ แต่ผมก็ต้องยับยั้งตัวเองเอาไว้ ยังไม่ถึงเวลา

ต่อจากนี้ สิ่งที่ผมควรจะทำ คือฆ่าเขาและโยนความผิดไปให้ฆาตกรต่อเนื่องสักคนที่ยังลอยนวลอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ก็ทำให้ดูเป็นฝีมือของฆาตกรโรคจิตสักคน

คมมีดสะท้อนกับแสงไฟสีขาวสว่างจ้าบนเพดานยกสูง

ผมกรีดเปิดหน้าท้องคุณตำรวจ พยายามไม่ให้ดูเป็นมือใหม่ แต่ก็ไม่ให้ดูเชี่ยวชาญจนเกินไป

มีดที่ผมใช้ไม่ใช่มีดผ่าตัด แต่เป็นมีดที่อยู่ในกระเป๋าของเขาเอง

ผมเห็นน้ำตาไหลจากดวงตาที่เหลือกถลนด้วยความเจ็บปวด

"อดทนหน่อยนะครับ อย่าเพิ่งรีบตาย" ผมกระซิบบอกเขา

เขาเริ่มดิ้นพราดเมื่อผมแหวกเปิดผิวหนังออก

ถึงตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกรำคาญที่ต้องสวมถุงมือหนาๆ ของเขาแทนถุงมือยาง นอกจากมันจะทำให้ผมทำงานช้าลง มันยังทำให้มือผมคันอีกด้วย

เครื่องในสดใหม่และกลิ่นคาวเลือดทำให้ประสาทผมเต้นริก

ผมเขี่ยขดไส้ ชื่นชมอวัยวะภายในอันสดสวยสมบูรณ์ของเขา ใช้ความคิดไปด้วย

มีด...ปืน...สัญลักษณ์แทนอำนาจทางเพศของผู้ชาย

ฆาตกรที่ใช้มีดมักมีปมด้อยเรื่องเพศ

ลองคิดซิ ถ้าผมเป็นอาชญากรประเภทมีปมด้อยในเรื่องเพศ ผมควรจะฆ่ายังไงดีนะ?

ตัดเครื่องเพศเหยื่อออกหลังชำแหละจนพอใจแล้ว?

ไม่เลว

หรือผมจะลองฆ่าแบบที่ทำให้พวกนักวิเคราะห์สภาพจิตอาชญากรวิเคราะห์ไม่ถูกไปเลยดี?

ความคิดแรกน่าสนกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขหลักของผมคือ เล่นกับเหยื่อก่อน แล้วค่อยปลิดชีวิตเขาในมีดสุดท้าย นั่นจะแสดงให้เห็นว่าฆาตกรต้องการมีอำนาจควบคุม เขาต้องการมีอำนาจเหนือเหยื่ออย่างโจ่งแจ้ง และสามารถควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดีในขณะลงมือ

ที่ต้องตั้งเงื่อนไขอย่างนี้...ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรอกนะครับ

แค่ตั้งโจทย์ให้พวกสมองกลวงไปวิเคราะห์กันเล่นๆ

สนุกดี

ผมเปลี่ยนไปถือมีดมือซ้าย ลงมือกรีดช้าๆ อย่างไร้ความหมายที่อกคุณตำรวจ ช่วงแรกเขายังมีปฏิกิริยา แต่แล้วก็เงียบไป ผมหยุดมือ ถอยออกมามองผลงาน

ผมคิดถึงแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความตายที่ผมเคยให้นักศึกษาทำ ส่วนใหญ่จะตอบว่ากลัวตาย แต่ถ้าจะต้องตายจริงๆ ก็ขอตายอย่างไม่เจ็บปวด

หมายความว่าอะไร?

หมายความว่าแท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่กลัวความเจ็บปวดก่อนตายมากกว่าความตายใช่หรือไม่?

ผมลูบศีรษะคุณตำรวจ เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมแกะผ้าคาดปากเขาออก มองหน้าเขา จดจำเขาไว้ ผมกับเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จากวันนี้ไป ผมจะระลึกถึงเขาเสมอ

"คุณกลัวหรือเปล่า? ตอนที่ผมกำลังจะกรีด กับตอนที่กรีดไปแล้ว...ตอนไหนที่คุณกลัวมากกว่ากัน?" ผมกระซิบถาม แต่มีคำตอบอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว

ผมลงมือห้ามเลือดให้เขา

จากนั้น รอ

รอจนกว่าเขาจะได้สติขึ้นมาอีกครั้ง และเริ่มขั้นตอนต่อไป

.................................

................

.......

"คุณกำลังทำอะไร?"

เจดเข้ามาขณะผมกำลังลงมือตัดกระเพาะของคุณตำรวจ ผมกำลังจดจ่ออยู่กับงาน จึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา

"นั่น..." เขาพยายามมองข้ามไหล่ผม

ผมเบี่ยงตัวให้เขาเห็นร่างบนแท่นชัดเจน เขาหน้าซีดลงทันควัน

"คุณฆ่าเขา!" เสียงของเจดสั่นพร่าด้วยความตกใจ

"เปล่า ยังไม่ได้ฆ่า"

"หมายความว่า..."

"เขายังมีชีวิตอยู่"

"ว่าไงนะ?!" เสียงของเขาสั่นกว่าเดิม ดวงตาเบิกกว้างขึ้น เขาส่ายหน้า เดินถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

เหมือนจะยืนยันคำพูดของผม ร่างคุณตำรวจสั่นกระตุกอย่างรุนแรง

"คุณไม่เชื่อฟังผม บอกแล้วไงว่าอย่าออกจากห้อง"

ผมพูดกับเจด แต่ไม่แน่ใจว่าเขายังได้ยินผมหรือไม่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบนแท่นโลหะ หน้าซีดลงเรื่อยๆ

ผมคิดว่าเขากำลังจะเป็นลม ผมถอดถุงมือออก ก้าวเข้าไปหาเขา ตั้งใจจะช่วยพยุง แต่เขาถอยกรูด

"ค...คุณทำลงไปได้ยังไง..." เขาถาม น้ำตาเอ่อคลอเบ้า

ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ตำรวจคนเดียวไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร

หรือเป็นเพราะว่าเขาเห็นผมสู้โจ๊กเกอร์ไม่ได้ในวันนั้น ก็เลยคิดว่าผมจะพลาดท่าให้กับคุณตำรวจด้วย นี่คงออกมาตามเพราะเห็นผมหายไปนานสินะ

เข้าใจละ

"กรณีเขากับชายคนนี้ต่างกันครับ ถ้าเป็นเขา ผมต้องคำนึงว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาพิการ หรือบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ต้องลงมือแรงพอที่จะหยุดเขาด้วย ส่วนชายคนนี้ ผมไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น ก็เลยจัดการเขาได้ง่ายกว่า ความเร็วในการตัดสินใจมันต่างกัน...แพ้ชนะก็ตัดสินกันตรงนั้นล่ะครับ" ผมอธิบาย

เจดส่ายหน้า น้ำตาหยดเล็กๆ ร่วงลงมาตามแก้ม

"คุณ...ทำลงไปได้ยังไง....คุณ...ทำกับเขา..."

ผมไม่เข้าใจคำถามของเขา

"คุณสงสัยอะไร?"

"คุณยังเป็นคนหรือเปล่า? โจนาธาน เครน!" เจดตะโกนลั่น

ผมยังเป็นคนหรือเปล่า? คำถามนี้ช่างไร้สาระ

อ้อ ใช่สิ เจดไม่ใช่คนประเภทเดียวกับผม เขาเป็นคนพวกนั้น พวกที่คิดว่าการฆ่าหมูหมากาไก่ไม่ผิด แต่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันผิดมหันต์ ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์ก็แค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ

แต่เดี๋ยวก่อนสิ ผมยังไม่ได้ฆ่าคุณตำรวจสักหน่อย?

เจดวิ่งพรวดพราดออกจากห้อง ผมตามไปคว้าเขาเอาไว้ เขาสะบัดแขน แต่ผมไม่ปล่อย ผมกระชากเขากลับเข้ามา ลากเขาไปดูคุณตำรวจใกล้ๆ เจดฝืนตัวเต็มที่ แต่เด็กอย่างเขาสู้แรงผมไม่ได้หรอก

"เห็นไหมครับ? เขายังไม่ตาย" ผมย้ำ

"..." เจดกัดฟันแน่น

"ถ้าคุณไม่อยากให้ผมฆ่าเขา ผมไม่ฆ่าก็ได้"

อีกสักพักใหญ่ๆ เขาก็ตายไปเอง

คุณตำรวจผินหน้ามาสบตากับเจด ไม่น่าเชื่อว่ายังมีแรงขยับตัวอยู่อีก

...ถึงยังมีสติก็ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรแล้ว

ทันทีที่สบตากับคุณตำรวจ เจดก็หยุดดิ้น เขาซบแท่นโลหะตรงหน้า

ผมคลายมือจับแขนเขาไว้หลวมๆ

"ว่าไงครับ?"

"ฆ่าเขาเถอะ"

ผมไม่อยากเชื่อ ทั้งที่ได้ยินกับหู ไหนทำท่าจะเป็นจะตายอยู่เมื่อครู่ไง?

"บอกให้ฆ่าเขาไง! รีบๆ ทำสิ! จะทรมานกันไปถึงไหน ไอ้....ฮือ...." เจดร้องไห้ออกมาก่อนตะโกนจบประโยค

"ผมฆ่าเขาแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้"

ผมอุตส่าห์บรรจงห้ามเลือดเพื่อยึดลมหายใจเขาไว้จนถึงตอนนี้ ถ้ารีบทำให้ตายไปก็เสียแรงเปล่าสิ? ผมยังสร้างโจทย์ไม่เสร็จเลย แผลก่อนตายกับหลังตายมันไม่เหมือนกันเสียด้วย

"ฆ่า..." เสียงแผ่วโหยของร่างบนแท่นดึงความสนใจผมออกจากเจด

ยังพูดได้อีกหรือนี่? ความอึดของมนุษย์นี่ช่างน่าสนใจเสียจริง

"...ขอละ...ถ้าคุณยังมีความเป็นคนอยู่..." เจดพูดปนสะอื้น

ผมมองคุณตำรวจ คำนวณเวลา

"ก็ได้ครับ"

ผมตัดสินใจได้ในที่สุด เท่านี้ก็ได้ จะได้รีบจัดการเรื่องอื่นให้เสร็จๆ ไป

เจดเงยหน้ามองผม คงไม่คิดว่าผมจะยอมตกลงง่ายๆ

ผมใส่ถุงมือ ยื่นมีดให้เขา

"แต่คุณต้องเป็นคนลงมือ" ผมพูดต่อ

เด็กหนุ่มรับมีดอย่างลังเล แต่แล้วก็กระชับด้ามมีดแน่นขึ้น ผมชี้ตำแหน่งให้เขา

"แค่คุณกดมีดลงไปเบาๆ ตรงนี้ เขาก็จะตายภายใน..." ผมหยุดคำนวณเวลาอีกรอบ "...ไม่เกิน 30 วินาที"

เขาอาจจะใช้มีดนั่นทำร้ายผม แต่เขาจะทำไม่สำเร็จ ผมมั่นใจ เพราะสภาพจิตใจของเขามันย่ำแย่เต็มที

ถึงวินาทีนี้ เขาคงไม่คิดอีกแล้วละ...ว่าผมเป็นคนใจดี

คุณตำรวจกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง เจดผวา ผมจับมือเขาไว้ นำทางเขา มือเขาสั่นระริกอยู่ในอุ้งมือผม

เจดหลับตา เบือนหน้าออก ศีรษะของเขาแทบจะเรียกได้ว่าซุกอยู่กับอกผม ผมโอบเขาเอาไว้ด้วยแขนอีกข้างหนึ่ง กระซิบข้างหูเขา

"เอาสิครับ ปลดปล่อยเขาอย่างที่คุณต้องการ"

"...ม..."

"อะไรครับ?"

"ไม่...ทำไม่ได้..." เขาพูดปนสะอื้น แทบจะคลายมือปล่อยมีด

"ได้สิครับ แค่กดลงไป"

"....." เขาส่ายหน้า ร่างอ่อนปวกเปียก

แย่จริง ช่างน่าผิดหวัง

ผมปล่อยให้เจดทรุดลงไปกองกับพื้น ฉวยมีดจากมือเขา แทงสวนช่องว่างระหว่างกระดูกซี่โครงของคุณตำรวจจนมิดด้าม ถ้าคำนวณไม่พลาด ปลายมีดจะเสียบเข้าหัวใจพอดี

ผมเบื่อแล้ว

เจดทำให้ผมหมดสนุก

คุณตำรวจกระตุกถี่ๆ ผมกล่าวอำลาเขา ปล่อยมือจากด้ามมีด ทิ้งมันเสียบคาไว้อย่างนั้น

เมื่อผมเหลียวกลับมา เจดยังนั่งอยู่ที่เดิม

"จากนี้ไปผมคงต้องกักบริเวณคุณนะครับ" ผมบอกเขา

เจดค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และ...

อย่างไม่ทันตั้งตัว เขาหันหลังกลับ ออกวิ่ง!

ผมคว้าเสื้อเขาไว้ได้ แต่นั่นทำให้เขาเสียหลักล้มลง ศีรษะกระแทกขอบแท่นโลหะเข้าอย่างจัง

เขาหมดสติไปแทบจะในทันที

ผมหันกลับมาที่คุณตำรวจ ถอนหายใจ

คืนนี้ เห็นทีผมจะต้องรีบหน่อย

ผมเสียเวลาไปมากกว่าที่คิด

กว่าจะจัดการกับศพ กว่าจะกลับมาที่นี่อีกรอบ ไหนจะทำความสะอาดสถานที่อีก

แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว....

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : ขอบคุณป๋า Exit ที่ช่วยตั้งชื่อทิมมาให้~ รู้สึกว่าจะได้จากชื่อสัตว์เลี้ยงของเครนหรือไงนี่แหละ? ตอนแรกเป็น Jade Jared หรืออะไรสักอย่าง แต่ว่า เราขอตัดเหลือ Jade เฉยๆ นะ

ถึงจะเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงแต่ความหมายก็น่ารักดีนะ?

ปล.1 หวานมาหลายตอน เอาโหดไปมั่งก็แล้วกัน

ปล.2 หวังว่าจะไม่โหดเกินจนต่อยากไปนะ? แอบคิดไว้ว่าพอนู๋ทิมตื่นขึ้นมาจะให้จำเรื่องที่เกิดคืนนี้ได้แค่ลางๆ แล้วคิดเอาเองว่าฝันไป~ฮา

ปล.3 ผิดพลาดประการใดก็...ช่างมันเหอะ เหอเหอ อีฟปล่อยไก่หลายรอบชักหน้าด้าน กั่กๆๆ

Scarecrow 09: Broken Mirror

posted on 08 Feb 2008 22:19 by dcdiary  in Scarecrow

 

"แกอีกแล้วเหรอ จะเอาอะไรกันนัก!!!!!"

เวลาประมาณตีสามเศษ เสียงตะโกนของโจ๊กเกอร์ขัดสายโซ่ความคิดของผมที่กำลังนอนเอนหลังอยู่ในอ่างอาบน้ำ-สถานที่ที่ทำความสะอาดง่าย สบาย และเป็นส่วนตัวที่สุดในโรงงานร้างแห่งนี้

ผมแหวกผ้าพลาสติกที่กั้นอ่างกับส่วนอื่นของห้องน้ำออกจากกัน ยื่นหัวอย่างเกียจคร้านออกจากโลกส่วนตัวใบเล็กๆ ที่ผมอุปโลกน์ขึ้นเอง

โจ๊กเกอร์อยู่ที่นั่น หน้ากระจกบานนั้น

รอยสักมังกรบนร่างเขาบิดไหวตามการเคลื่อนของกล้ามเนื้อ สีแดงฉูดฉาดของมันตัดกับสีเผือดซีดของผิวหนังอย่างมีชีวิตชีวา

"น่ารำคาญฉิบ ไปให้พ้นๆ เลยไป" เขาตะโกนใส่เงาสะท้อนของตัวเองในกระจก

ผมเปลี่ยนมานั่งชันเข่า น้ำในอ่างกระฉอกลงพื้น เสียงของมันทำให้ผมคิดถึงเสียงที่เกิดตอนเลือดของชายคนนั้นหยดลงจากเตียง ผมหดหัวกลับมา กดตัวเองลงไปในน้ำอีกรอบ คราวนี้หยุดที่ระดับคอ

ร่างกายส่วนที่โผล่พ้นจากเสื้อผ้าของผมอยู่ในสภาพซีดและย่น อันเนื่องมาจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน สมองส่วนที่ยังมีเหตุผลเตือนให้ผมขึ้นจากน้ำ

ผมรู้ว่าแช่ให้ตายก็ไม่ทำให้ผมสะอาดขึ้น ซ้ำแผลจะเน่าเสียอีก แต่ผมก็ยังไม่อยากลุก

ผมนอนแช่น้ำทั้งยังสวมเสื้อผ้าเต็มยศต่อไป

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากถอด แต่ผมทำใจถอดไม่ได้

รอยพวกนั้น...เห็นแล้วพาลจะเป็นบ้า ทั้งรอยกัดรอยช้ำเกลื่อนไปหมด อีกอย่าง...

ผมรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในเสื้อผ้า

ใช่ครับ งี่เง่า ถ้านั่นเป็นสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ในใจ

แต่ถ้าได้ทำเรื่องงี่เง่าแล้วสบายใจ ทำไมผมจะไม่ทำล่ะ?

เสียงกระจกแตกที่ตามเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งมาติดๆ ทำให้ผมต้องทะลึ่งตัวขึ้นจากน้ำอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

เกิดอะไรขึ้น? เขาเป็นอะไรไป?

ผมเอื้อมมือไปแหวกผ้าม่านสีขาวขุ่นที่กั้นผมกับเขาออกจากกัน

แล้วก็ต้องรีบปล่อยมือเมื่อเห็นสิ่งที่ติดอยู่บนนั้น

คราบเลือด

คราบเลือดเก่าๆ ที่กระเซ็นติดอยู่บนผ้าทำให้ผมเกิดอาการคลื่นเหียนขึ้นมา เพราะมันทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่ผมถูก...เอ่อ...กระทำชำเรา

แล้วเจ้าเหตุการณ์ที่ว่านั่นมันก็เชื่อมโยงไปถึงอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งผมจำได้ไม่ค่อยปะติดปะต่อ

ผมถอยห่างออกมา ชันเข่าขึ้น หลังแนบกับผนังห้องน้ำ เกิดอาการขย้อนติดๆ กันจนต้องยกมือปิดปาก

แค่คิดถึงมัน ผมก็รู้สึกว่าตัวเองสกปรกขึ้นกว่าเดิมแล้ว

สงสัยว่าเหตุการณ์พวกนั้นจะส่งผลกระทบมากกว่าที่ผมคาดไว้

คิดในแง่ดี ผมควรจะภูมิใจนะ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ชายวัยขนาดผมจะตกเป็นเป้าการข่มขืนกระทำชำเรามันมีน้อยมาก

ผมชักรู้สึกขำตัวเอง

ถ้าผ่านไปอีกสองสามสัปดาห์ผมเกิดมีอาการกลัวอะไรบางอย่างโดยปราศจากเหตุผลขึ้นมาจริงๆ ใครจะเป็นคนรักษาให้ผมล่ะ?

เสียงหัวเราะของโจ๊กเกอร์รวบเอาความคิดฟุ้งซ่านของผมกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ผมเหลือบมองใบหน้าเขาผ่านกระจกที่แตกร้าว เงาร่างที่สะท้อนบนกระจกแผ่นนั้นแยกออกเป็นหลายสายตามแนวแตก บางเงาบิดเบี้ยว บางเงาแจ่มชัด

...ทุกเงาแสยะยิ้ม

ผมสบตากับเงาหนึ่งในหลายๆ เงาของเขา

เขาสะดุ้ง หันกลับมาเผชิญหน้ากับผม แสดงท่าทีแปลกใจที่เห็นผม

ในมือเขามีมีดโกนเปื้อนเลือด

เป็นเลือดของเหยื่อที่เขาฆ่าไป

ศพยังอยู่ที่เดิม

บางที ศพนี้อาจเป็นเจ้าของเลือดที่ติดอยู่บนผ้าม่านด้วย

"มีดนั่นเปรอะเลือดศพเด็กคนนั้นไปแล้ว... มันไม่ถูกสุขลักษณะนะ" ผมบอกเขา เดาว่าเขาจะใช้มีดนั่นโกนหนวด ใครจะรู้ ในเลือดนั่นอาจจะมีเชื้อ HIV ก็ได้?

ใบหน้าโจ๊กเกอร์ยามไร้เครื่องสำอางดูไม่ต่างอะไรจากคนปกติ

ไรเคราที่ปรากฏให้เห็นจางๆ และแววตาของเขาบ่งชัดถึงความอิดโรย

นี่ยังไม่รวมเส้นผมสีเขียวที่เปียกลู่...

เส้นผมของเขาเป็นสีเข้มขึ้นเมื่อโดนน้ำ เข้มเกือบจะเป็นสีดำ

เขาขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เสไปเปิดน้ำ ล้างเลือดที่ใบมีด

ผมลุกขึ้นจากอ่าง ก้าวออกมาโดยเจตนาให้ตัวอยู่ห่างจากผ้าม่านเปื้อนเลือดที่สุด

เขาตวัดสายตากลับมามองผม

บางอย่างในดวงตาเขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกล่วงเกิน ผมทำเป็นไม่สนใจ เดินไปหยิบเครื่องมือออกมาจากกระเป๋า แผ่มันออก

ความมันวาวของใบมีดและสีของพวกมันทำให้จิตใจผมสงบลง

ผมหยิบมีดขนาดเล็กที่สุดขึ้นมา มันไม่ใช่มีดสแตนเลสที่ใช้สำหรับโกนขนโดยเฉพาะ แต่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะมันไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

สะอาด

ถึงจะไม่ได้ราดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้ออีกรอบก็เถอะ

"นั่งลงสิ" ผมพูดกับโจ๊กเกอร์ ใช้สายตาบอกเขาให้นั่งลงที่ขอบอ่าง

เขาทำตามอย่างว่าง่าย

นั่นเป็นพฤติกรรมที่สื่อถึงความไว้วางใจ? อาจจะ...ผมไม่รู้ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา

ผมเดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้พอจะมองเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขา ใกล้พอจะรู้สึกถึงลมหายใจของเขา

เส้นเลือดที่คอเขาถูกขับให้เห็นเด่นชัดบนผิวสีซีด

เขาหัวเราะในลำคอ แนวฟันโผล่พ้นริมฝีปากเพียงครู่เดียวและหายไป

ก็ฟันพวกนั้นไม่ใช่เหรอ? ที่ฝากรอยบนร่างผมไม่รู้กี่สิบรอยเข้าไปแล้ว

ผมทาโฟมลงบนหน้าเขา

ลงมือโกน

ในชั่วขณะนั้น เขาดูสงบนิ่งผิดจากที่เคยเป็น ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม

บุคลิกในตอนนี้ดู...เสถียร

ใช่ เสถียรและผ่อนคลาย หลังผ่านการปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่

ถ้าเป็นเขาในขณะนี้ละก็ ...น่าจะเป็นไปได้

บางทีผมอาจจะ เปิด เขาได้

โจ๊กเกอร์ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นไอ้งั่งที่ถือกุญแจเซฟดอกสำคัญอยู่ในมือ แต่ไม่รู้รหัส

ผมไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสสุ่มรหัสอีกกี่ครั้งก่อนประตูจะปิดตาย

รหัสคืออะไร?

หรือผมต้องพูดว่า ‘Open Sesame' แบบอาลี บาบา? (ซึ่งผมยินดีทำ ถ้ามันจำเป็น)

อืม มันก็น่าลองดูนะ

"เขาพูดอะไร?" ผมเริ่มเปิดคำถามโดยใช้เสียงปกติ เหมือนถามเรื่องดินฟ้าอากาศ

เขาเหลือบมองผม แล้วเบี่ยงไปมองอากาศที่อยู่เลยผมไป

"คนในกระจก เขาพูดอะไรกับคุณ?" ผมถามซ้ำ ระวังเรื่องน้ำเสียงมากกว่าเดิม

เขาเริ่มหัวเราะ

ผมตระหนักได้ในทันทีว่าผมรุกเขาเร็วเกินไป คำถามของผมอาจทำให้เขารู้สึกว่าถูกล่วงล้ำอาณาเขตส่วนตัว ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเลือกที่จะตอบโต้โดยการ...

".....บอกผมให้ ช่วยกระชากเสื้อเปียกๆนี่ออกจากร่างคุณแล้วกินคุณบนพื้นเปื้อนเลือดนี่อีกทีไง" เขาตอบกลั้วหัวเราะ ฟันของเขาโผล่ออกมาให้เห็นอีกรอบ

นั่นไง

ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ แต่คำตอบเช่นนี้แฝงคำขู่เพื่อป้องกันตัวเองอยู่กลายๆ

ประมาณ...อย่าเข้ามาในเขตของฉันอีก มิฉะนั้น ฉันจะทำร้ายคุณ แบบนั้นละครับ

"มีเด็กอีกคนข้างนอก" ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่อะไรๆ มันจะเลวร้ายลง

ผมไม่ได้คิดถึงเด็กคนนั้นจนกระทั่งถึงวินาทีที่ผ่านมา แค่คิดถึง ความเกลียดก็แล่นวูบเข้ามาอีก

เด็กคนนั้นบอบช้ำที่ศีรษะค่อนข้างมาก ถ้าโชคร้ายหน่อย อาจจะมีเลือดออกในสมอง และอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

Chronic Vegetative State? หึ คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกนะ

"คนที่ตายไปแล้ว หรืออีกคนที่คุณแบกกลับมาล่ะ?" โจ๊กเกอร์ถาม

"คนที่ผมพากลับมา" ผมตอบ ระวังอารมณ์ในน้ำเสียงเป็นพิเศษ

"แล้วไงครับ อยากเป็นคนฆ่าเองบ้าง หรืออยากขึงพืดเอาไว้ลองยาเล่นๆ" เขาถามต่อ ความขบขันกลับเข้ามาในน้ำเสียงและแววตา ไม่ใช่แค่ที่ใบหน้า

จบ วันนี้คงไม่ได้อะไร ผมดับความหวังที่ยังมีเพียงริบหรี่ลง ก้มหน้ายอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

ผมใจร้อนไป

"จะเก็บเอาไว้..... ยังไม่ฆ่า" ผมตอบคำถามของเขา

"เก็บ ? เป็นพวกชอบเด็กเหรอเนี่ย ขอโทษด้วยนะ ผมแก่ไปสำหรับคุณหรือไง?" เขาถามด้วยถ้อยคำแฝงแววเสียดเย้ย แต่ไม่จริงจัง

"ไม่ได้เหรอ?" ผมตอบสนองการหยอกเย้านั้นด้วยการกดคมมีดกับลำคอเขาอย่างจงใจ

"ตามสบาย ที่กว้างขวาง ของเล่นเยอะ แล้วแต่คุณหมอเลย"เขาตอบขณะดึงมือผมออก

ผมนิ่งมองใบหน้าที่บัดนี้สะอาดเกลี้ยงเกลาของโจ๊กเกอร์

อืม เขาดู...

"เสร็จแล้วเหรอครับ?" เขาถามเมื่อเห็นผมนิ่งไป

ผมพยักหน้า หันไปเช็ดมีด แต่ก็ชำเลืองมองใบหน้าเขาเป็นระยะ

ผมว่าตอนนี้เขาดู...

"ผมหล่อรึเปล่านี่?" เขาถามขึ้นมาอีก

ผมชะงัก อดหันกลับไปมองหน้าเขาแบบเต็มตาครู่หนึ่งไม่ได้

เขายักคิ้วให้ผม ผมหลบตาเขาโดยอัตโนมัติ

และในตอนนั้นเอง ที่สายตาของผมไปปะทะเข้ากับเลือดที่ซึมผ่านผ้าพันแผลบนมือเขา

เป็นไปได้ยังไงที่ผมไม่สังเกตเห็นมันในทีแรก? ผมสะเพร่าขนาดนี้เชียว?

เอาเถอะ...

"เสร็จแล้วก็ออกไปข้างนอกด้วยจะทำแผลให้" ผมพูดเมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อย และหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ

ผมไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเขากำลังเดินตามมา หูได้ยินเสียงนาฬิการ้องบอกเวลา

ตีสี่...

ตีสี่แล้ว...

เช้าวันใหม่กำลังจะมาเยือน หลังทำแผลให้โจ๊กเกอร์เสร็จ ผมตั้งใจจะแวะไปดูอาการเด็กคนนั้นสักหน่อย

เสียงฝีเท้าที่ตามหลังผมมาเงียบหายไป

ผมหยุดเดิน หันหลังกลับไปมอง และพบว่าท่าทางของโจ๊กเกอร์เปลี่ยนไปอีกครั้ง

รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เขาเริ่มหัวเราะ

หัวเราะแบบเดียวกับที่เขาทำทุกคืนใน Arkham Asylum

นั่นทำให้ผมขนลุก

นี่คือโจ๊กเกอร์คนที่บุกเข้าไปหาผมคืนนั้น...

คนที่กัดผม

ผมเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอีกครั้ง

"คุณ..."

"ไง? พ่อช็อคโกแลต"

!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

EVE : โอ๊ว~~~! คราวนี้ยากๆๆๆ ฮ่าๆๆ

คุณเชคขึ้นไว้ซะดีขนาดนั้น อีฟละกลัวจะต่อแล้วเจ๊ง~งิ ระทึกๆ

ครั้งนี้หนูทิมยังไม่มีบทเลยล่ะ~ แหะๆ ขอโทษนะจ๊ะ งิงิ

ปล. Mr.J เวอร์ชั่นคุณเชคเซ็กซี่มากๆ ขอบอก!!!

 

EDIT : เพิ่ม ๆ
ปล.2 แทบไม่ได้ต่อเรื่องเลยอะ~ (="=)๗ ส่วนนึงคือยังคิดไม่ออกว่าจะต่อยังไง

รอดูท่าที Mr.J อีกเอนทรี่นึงก่อนแล้วกัน ลัลล้า~ กลัวผิดคิว~

 

Scarecrow 08.5: Untitled

posted on 06 Feb 2008 12:58 by dcdiary  in Scarecrow

ผมมีแผนของผม

พวกเขาก็มีแผนของพวกเขา

 

แต่นี่ ไม่น่าจะใช่แผนการของใคร (ถึงจะใช่...ก็...)

 

ขณะนี้ ผมอยู่ในที่เกิดเหตุ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตผมอยู่นอกเหนือการควบคุม

ผมนั่งอยู่ข้างๆ ร่างเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า หมดสติ บาดเจ็บ และต้องการค