GOD DAMNED HERO View my profile

Joker

Joker 10 [Season Finale] - Waking The Monster

posted on 09 Mar 2008 14:04 by dcdiary  in Joker

Joker 10 [Season Finale] - Waking the Monster

(EVE: เอาภาพสีมาใส่แล้ว ปกติอีฟใช้สีหนัก(อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ แต่งวดนี้ไม่ว่ายังไงก็อยากใช้สีหวานๆ ซีดๆ
ปรากฏว่าภาพขาวดำท่าจะสวยกว่าแฮะ ="= แต่นี่อีฟก็พยายามแล้วนะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!! กรี๊ดดดดดดดดดดด)

[1]

ที่จริงแล้ว เรื่องเฮงซวยที่สุดเวลาใกล้ตาย คือช่วงที่ภาพอดีตทั้งชีวิตผุดขึ้นมาในหัวแบบนอนสตอป

... แบบที่เห็นกันในหนังนั่นแหล่ะ ต่างกันที่ความทรงจำของฉันมันน่าปวดกบาลกว่านั้นหลายเท่านัก

ไม่มีเด็กชายแกว่งชิงช้า หน้าแม่ตอนคลอด หรือเป่าเทียนเบิร์ดเดย์ มีก็แต่เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง กับภาพน่าเวียนหัว แล้วก็ .......

 

ภาพดวงหน้าใครบางคนปรากฏหลังเปลือกตา ใบหน้าอ่อนโยนของผู้หญิงคนนึงที่รู้สึกคุ้นจนน่าขนลุก ฉันหยุดลากศพตัวเองยืนนิ่งค้างกลางทาง

ความรู้สึกประหลาดวาบขึ้นมาในอก เล่นเอาลมหายใจที่ติดขัดอยู่แล้วขาดช่วงไป

โกหกน่า นั่นมันเรื่องของใครกัน

ฉันกัดฟัน พยายามตะเบ็งเสียงหัวเราะในสายฝน ไล่ภาพหล่อนออกจากหัว เสียงหัวเราะตัวเองฟังแปร่งประหลาด คล้ายเสียงคำรามของสัตว์ป่า กลิ่นเลือดอบอวลในปาก กระเซ็นออกมา

ทั้งเรื่องที่ลืมไปแล้ว เรื่องที่อยากลืม ไปจนถึงเรื่องที่สาบานได้ว่าไม่ใช่เรื่องของฉันซักนิด ทั้งหมดแวบผ่านไปต่อหน้า เหมือนหนังสั้นฉายรวดที่ทำความเข้าใจไม่ได้ แต่เจ็บปวด …. ใช่ เจ็บ

ฝนตกหนัก อากาศเย็นเฉียบ ไม่เหมาะแก่การเอาชีวิตรอดซักนิด เคยโดนยิงมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้คงเฉียดตายที่สุดล่ะมั้ง เสียงคนข้างๆหัวเราะเมื่อคิดถึงตรงนี้

'เฉียดตาย กร้ากกก นี่ แกยังคิดว่าจะรอดอีกเหรอเนี่ย' ........ เมื่อหันไปมอง โจกเกอร์อีกคนก็ส่งสายตากวนส้นกลับมาใบหน้าครึ่งซึกของมัน โดนระเบิดจนเละ พอๆ กับอีกหลายๆ ร่างที่ยืนอยู่ข้างหลัง บางตัวทรุดนั่ง บางตัวตายไปแล้วด้วยซ้ำ ฉันยืนมองร่างตัวเอง ค่อย ๆ ล้มละเนละนาดลงบนพื้นโคลนเฉาะแฉะ ทีละร่าง ทีละร่าง เหมือนซากวัวในฟาร์ม ล้มตายจากโรคระบาด

....... มาได้แค่นี้แหล่ะ

.... บางทีพวกเราอาจจะตายไปแล้วก็ได้

.... ถ้างั้นทำไมยังเจ็บอยู่อีกวะ

'พวกนั้นยังตามมาอยู่รึเปล่า' .... ฉันถาม

.......เบิ่งตาดูเองเหอะ

ในสายฝน ภาพป่าเบื้องหลังเลือนลางเต็มที แต่ก็ยังพอมองเห็นบางอย่าง เคลื่อนไหวในความมืดและพร่าเลือน ลูกไฟกลมๆ เล็กๆ นับได้ 13 ดวงพอดี กลิ้งขลุกๆ ตามมา ทั้งหมดฮัมเพลงรถขายไอศกรีมอย่างเบิกบาน ไอหัวพวกนั้นแหล่ะ พวกมันติดไฟลุกโชนจากระเบิด กลิ้งตามฉันมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ฉันแค่นยิ้ม พลางขยับตัวก้าวขาเดินต่อ ทิ้งร่างของพวกพ้องบางส่วนที่ตายแล้วไว้ข้างหลัง แผลถูกยิงที่อกเจ็บจนแทบกระอัก... ตอนนี้มีรูที่ทะลุจากข้างหลังไปข้างหน้าได้ นึกอยากเอาห่วงร้อยพิกล

........ เจ็บ

......... พอแล้ว แกคิดว่าจะไปไหนต่องั้นรึ

กลับไปที่โรงงาน ....

ตายตรงนี้ไม่ดีกว่าเรอะ ? พวกมันจะได้หาศพไม่เจอ

อย่าบ้าน่า ยังไงก็เจออยู่ดี ตรงนี้ห่างจากถนนเท่าไหร่กัน แล้วบางทีที่นั่น ....เขาอาจจะ

ตลกดีที่ตัวเองยังคงคิดถึง คุณหมออยู่ ภาพใบหน้าหมอตอนที่วิ่งมารัวกำปั้นทุบกระจกรถวาบมาในหัว แทรกกับภาพความทรงจำเก่าก่อน ที่ฉันทำความเข้าใจไม่ได้

 

..........ยังไงก็ไม่รอด ยังไงก็ตายอยู่ดี อีกไม่กี่นาที คงไปนั่งคุยกับเทวดาหรือนางฟ้าอึ๋มๆซักคนล่ะมั้ง

 

'ที่ตลกคือ แกคิดว่าแกจะได้ไปสวรรค์ โจกเกอร์' เสียงหนึ่งพูดขึ้น เสียงแหบพร่าของเด็กชาย ร่างเล็กๆ ยืนขวางทางฉันไม่ให้ไปต่อ ฉันแค่นยิ้มออกมา ทรุดลงนั่งตรงหน้ามัน

 

มาจนสุดทางแล้วเหรอเนี่ย

 

ขี้โกงนี่หว่า แกอยู่แต่ในกระจกไม่ใช่เรอะ

 

เด็กคนเดิมที่ตามหลอกหลอนฉันมาตลอด มันยืนอยู่ตรงหน้า ท่อนบนเปลือยเปล่าในสายฝน จ้องมองฉัน ไม่มีการแสยะยิ้มอีกแล้ว ไม่มีดวงตาอาฆาตแค้น หรือคำถากถางใดๆ เพียงแค่จ้องมองเท่านั้น

 

มองวาระสุดท้ายของคนที่ฆ่าแกสินะ ฉันหลับตาลงทิ้งตัวคว่ำหน้าลงบนพื้น ที่สุดแล้วก็คงมาได้แค่นี้

ฉันพยายามสูดลมหายใจฟืดฟาด เจ็บหยั่งก่ะนรกทุกครั้งที่หายใจเข้า จนต้องครางออกมาเหมือนสัตว์ป่าใกล้ตาย ร่างกระตุกสั่นอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อภาพในความทรงจำค่อยๆประติดประต่อแจ่มชัดขึ้น

อย่างงั้นเองเหรอ ไอนี่นะความทรงจำของแกเองสินะ ........... แม้จะหลับตาอยู่แต่รู้ว่ามันยังคงอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ข้างฉัน ไม่ไปไหน เฝ้ามอง เฝ้ารอ รอให้ภาพทั้งหมดของความทรงจำสมบูรณ์อีกครั้ง

 

เสียงสวบสาบของเท้าเปล่าที่ย่ำอยู่ข้างๆ ตามด้วยเสียงครึกๆ เหมือนเสียงหินกลิ้ง ฉันปรือตามอง ตรงหน้าหัวเล็กๆของเด็กสาวส่งยิ้มมาให้ พร้อมเปลวไฟลุกโฉน เนื้อติดไฟของเธอค่อยๆละลายทีละน้อย ฉันหลับตาหนีแสงจ้ากับเปลวไฟ ที่สาดเข้าใส่ ทว่ากลับมีเสียงเรียกแทรกเข้ามา

 

' พอได้แล้ว นั่นนะ แกคิดจะหนีไปไหนอีกรึ !!!'

หนีเหรอ หนีอะไร ก็หัวพวกนั้น แล้วก็ โจกเกอร์พวกนั้น พวกของฉัน?

โจกเกอร์ไม่อยู่ที่นี่ มีแค่แก กับฉัน

เมื่อเปิดตาอีกครั้ง ดวงตาลึกโหลของเด็กนั่นอยู่ตรงหน้าพอดี มือเล็กๆเอื้อมมาลูบแก้ม สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาที่ร่างเราสอง เด็กชายกระซิบบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้ขอบตาฉํนร้อนผ่าว

อย่างนั้นเองเหรอ โจกเกอร์ ไม่อยู่เหรอ ?

 

-----------------------------

 

[2]

ความฝันประหลาดค่อยๆเลือนลางจางไป รู้สึกตัวอีกครั้งฉันนอนจมอยู่ในพงหญ้า

…. ยังหายใจอยู่ แถมเจ็บหยั่งกับนรกทุกครั้งที่หายใจอัดเอาอากาศเข้าปอด

อันที่จริงฉันคิดภาพตัวเองตอนตายไว้หลายแบบ โดนยิง โดนระเบิด โดนฆ่าตาย

แต่บอกตามตรงนี่ไม่ใช่หนึ่งในนั้นเลยซักนิด สละชีวิตตัวเองเพื่อนักโทษหลบหนีอีกคนอย่างงั้นเหรอ หึหึหึ น่าสมเพชดีนะ

ฉันหลับตานึกภาพสีหน้า ดอกเตอร์เครน ตอนตะโกนเรียกชื่อ ที่ชายฝั่งแม่น้ำ แล้วนึกขำขึ้นมา

ถ้าหากเวลาที่ตายคนเราสามารถเลือกซักความทรงจำหนึ่งติดตัวไปด้วยได้ ฉันขอเลือกคุณหมอแล้วกัน ก็คุณหมอ …..

ดูตลกดี

 

ภาพความทรงจำล้านแปดที่ทำความเข้าใจไม่ได้ ถ้าเป็นเขาที่เห็นเป็นคนสุดท้ายก็ดีอยู่หรอก

ฉันหลับตา เพ่งพินิจใบหน้าที่แจ่มชัดอยู่หลังเปลือกตา ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น ภาพเดิมยังคงอยู่ตรงหน้า … หืมมม ไม่สิ พอหลับตาคุณดูดีกว่านี้นิดนึงนะ

ดอกเตอร์เครนนั่งอยู่ข้างๆ ริมฝีปากบางเผยออ้า หอบหายใจ ใบหน้าเปื้อนโคลนแว่นเอียงกะเท่เร่ หัวยุ่งเหยิงหยั่งก่ะไปคลุกดินที่ไหนมา แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้น เขากลับดู เหมือน … .

“เทวดามารับ แบบนี้แปลว่า ได้ขึ้นสวรรค์ซี?”

ดอกเตอร์ เครนหัวเราะออกมา

ครั้งแรก ครั้งแรกที่เห็นเขาหัวเราะ ริมฝีปากบางที่เม้มเรียบอย่างไร้อารมณ์ ตลอดเวลา ดูดีอย่างที่คิดเลย เวลาหัวเราะ

ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็ดีอยู่หรอก

 

 

[3]

 

ฉันพยายามหายใจ กระเสือกกระสนหอบเอาอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด แต่เหมือนมีถุงพลาสติกใบใหญ่ๆ ครอบหัว อยู่

หายใจ ไม่ออก แถมทุกครั้งที่พยายามสูดอากาศเข้า ก็รู้สึกเหมือนใครเอาลิ่มมาตอกที่อก ตรงที่โดนยิง

มือของดอกเตอร์เครนกดแน่นอยู่ที่หน้าอกพยายามห้ามเลือด เสื้อที่เขาหามาใช้กับแผลถูกย้อมเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว แต่นอกจากความรู้สึกเจ็บแทบบ้านี่แล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวซักนิด

หึหึ ก็อยู่ในมือหมอแล้วนี่นะ

ฉันพยายามยกหัวขึ้นมองเขา อยากบอกหมอให้ยอมแพ้ได้แล้ว แต่ใบหน้าคร่ำเคร่งของเขา กลับตวาดตอบกลับมาให้นอนลง มือแดงเถือกกดหัวฉันให้นอนราบเหมือนเดิม จนหลังหัวกระแทกกับเบาะรถ

ฉันหัวเราะ คิ้วคุณหมอขมวดกันให้ยุ่ง ดอกเตอร์คนเดิมที่สุขุมเย็นเหมือนน้ำแข็งหายไปไหนแล้วล่ะ

หมอมือไม้สั่นแบบนี้ คนไข้จะรอดมั้ยนี่ ?

 

หลับตา

 

ภาพหญิงสาวคนเดิมแวบผ่านเข้ามาฉับพลัน เธอยิ้มให้ ดูช่างอ่อนโยนเหลือเกิน ภาพขาวดำลานเลือน สลับกับสีแดงของความจริง ฉันเพ่งพินิจนึกเรื่องเธอ นึกหน้าเธอ เธอวางมือทาบบนอกฉัน เหมือนให้คำสัญญา

มือดอกเตอร์เครนกดอยู่ที่หน้าอก ซ้อนกับมือของหล่อน ฉันคว้าข้อมือผอมบางนั่น พยายามนึกเรื่องของเธอให้ออก มันสำคัญมาก

สัญญา ? สัญญารึเปล่า?

 

ฉันพูดอะไร นะ

 

ปกป้องเหรอ ใช่มั้ย ?

 

ริมฝีปากบางอ้าเผยอ พร้อมรอยยิ้ม

ที่นั่นในความทรงจำ ภาพพร่าเลือน เหมือนหนังเก่าโบราณสั่นไหว ไม่ชัดเจน ฉันดึงเธอมากอดเอาไว้ ผมสีน้ำตาลยาว ร่างผอมบางอ่อนแอ ขี้โรค เธอมักจะดูเศร้าอยู่เสมอๆ ใช่แล้ว ฉันต้องปกป้องเธอ สาบานจะดูแล ทำให้ยิ้ม …..

 

ทำให้หัวเราะ ……

 

สัมผัสกดแน่นบนหน้าอกหายไปแล้ว ดอกเตอร์เครนดึงมือออก หลังพันแผลเสร็จ คุณหมอปีนข้ามเบาะไปนั่งประจำด้านคนขับ รถสั่นสะเทือนยามออกตัว ดึงฉันจากความทรงจำพร่าเลือน

ฉันผงกหัวขึ้นปรือตามอง ลมหายใจติดขัด ฉันท้วงให้เขาคลายผ้าพันแผลออก แต่กลับได้รับคำสั่งให้นอนลง

 

มากไปมั้ง ไม่เห็นต้องซีเรียสขนาดนั้นซักนิด คุณน่ะกลับมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้รึไง ให้ผมนึกให้ออกก่อน แล้วค่อยไปได้มั้ย

 

ก็มันสำคัญมากนะ …..

 

หลับตาอีกครั้งแม้จะรู้ว่าอาจจะไม่ได้ลืมขึ้นมาอีก แต่หลังเปลือกตาฉันรู้ว่า เธอรออยู่ที่นั่น

แรงสะเทือนของรถ กับเสียงเครื่องยนตร์ค่อยๆ ห่างออกไป เหลือแค่มือผอมบางดึงฉันเข้าไปใกล้กระซิบบางอย่าง

โคมไฟระย้าห้อยอยู่เหนือหัว รอบข้างจุดเทียนสว่าง ฉันกลับมาบ้าน ดื่มแชมเปญจ ฉลองให้โอกาสพิเศษ วันนี้เธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่ ชุดสีขาวที่สวมใส่ กับรอยยิ้มน้อยๆ

 

เธอกำลังรออยู่

 

 

 

[4]

เสียงเรียกชื่อของเธอในฝัน ปลุกฉันให้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

 

ชื่อฉันที่ลืมไปแล้ว

 

ชื่อที่ถูกฝังเอาไว้

 

ตอนนี้จำได้แล้ว

 

ภาพเลอะเลือนในความทรงจำดูช่างห่างไกล แม้จะไม่สมบูรณ์นัก แต่อย่างน้อยก็พอนึกออก ฉันกระพริบตาถี่ มองเพดานรถสีทึมตรงหน้า พยายามแยกเรื่องในฝันกับความทรงจำอย่างเปล่าประโยชน์

ทุกอย่างดูช่างพร่ามัวนัก จนกระทั่งหันมาเห็นหน้าคุณหมอที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงรู้ตัวว่ายังหายใจอยู่ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปลาบขึ้นมาทันทีที่ได้สติ

 

ใบหน้าชื้นเหงื่อ แก้มเลอะโคลนกับเลือดของฉันเป็นทางยาวจ้องมองฉัน

ใบหน้าเรียบเฉยกลับมาอีกแล้ว ริมฝีปากบางเม้มเหมือนชั่งใจ ก่อนจะเผยอเริ่มเรื่องเล่าเก่าก่อน เหมือนเด็กเล่านิทานของเขา

จะกล่อมผมรึไง ถ้าผมกำลังจะตายละก็ อยากฟังเรื่องที่สนุกกว่านี้น่ะ

 

ฉันหัวเราะออกมา คิดว่าถ้าเขาเล่าเรื่องประสบการณ์ครั้งแรกให้ฟัง คงดีกว่านี้อยู่หรอก

 

คุณหมอเอื้อมมือมาแตะริมฝีปากเมื่อฉํนเอ่ยท้วงเรื่องของเขาเป็นระยะ กวนอารมณ์เขาเล่น

 

ก็ดวงตาสีฟ้าใสเหมือนลูกแก้วของเขาตอนนี้ สงบนิ่งเหมือนน้ำในทะเลสาบ นิ่งจนน่ากลัว

 

นี่ไม่ใช่ใบหน้าแบบที่อยากเห็นซักหน่อย

 

ยิ้มสิ พ่อช้อคโกแล้ต

หัวเราะให้ดูหน่อย

 

เรื่องเล่าใกล้มาถึงตอนสุดท้าย ฉันไม่รู้หรอกว่านั่นเรื่องจริงรึเปล่า และคงไม่มีวันรู้ บางทีเขาอาจเป็นคนหักปีกเจ้านกกางเขนนั่นเองก็ได้ ใครจะรู้

ถึงตอนนี้ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง เป็นครั้งแรกที่เจ็บจนแทบไม่อยากหายใจอีกแล้ว ถ้าตายง่ายกว่านี้ก็ดีอยู่หรอก ตาเริ่มพร่าเลือน คุณหมอดูห่างไกลออกไปทุกที รวมทั้งเรื่องของผู้หญิงคนนั้นด้วย ในความทรงจำเรื่องไม่ชัดเจน แต่ฉันยอมพ่าย แค่นึกชื่อตัวเองออกก็พอแล้ว ตอนนี้ข้างๆมีคุณหมออยู่

ฉันโยนชีวิตทิ้งไป เพราะอย่างนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกลัวอีก

 

คุณหมอหยุดเล่าเรื่องแล้ว เขาหลับตา ผ่อนลมหายใจ แพรขนตาสีดำยาวขยับไหว

ฉันอยากดึงเขาเข้ามาใกล้ อยากรู้สึกถึงปัจจุบันมากกว่านี้อีกหน่อย

“ถ้าผมกำลังจะตาย คุณไม่ต้องบอกอ้อมขนาดนี้ก็ได้นะ” ฉันพูดดึงเขามาสู่ปัจจุบัน ดึงให้เข้ามาใกล้กัน

 

“ผมมีเรื่องสำคัญจะบอก” เขามอง แววตาบอกความสงสัย ถึงตอนนี้พบว่าตัวเองพอบอกอารมณ์เขาได้นิดหน่อยแล้วล่ะ ฉันยิ้มกับตัวเอง เสียใจที่มันช้าเกินไป

 

“มันสำคัญมาก ฟังนะ ……

 

ดอกเตอร์เครนเลื่อนหน้าเข้ามาอีกเพื่อฟังให้ได้ยิน ฉันกดใบหน้าเขาเข้ามาใกล้ จนได้กลิ่นเหงื่อ กับลมหายใจของเขา

ได้ยินเสียงหัวใจ

ฉันกระซิบบอกชื่อฉันกับเขา

 

ชื่อที่หายไปนานนับสิบปี

 

ถึงตรงนี้ ไม่มีโจกเกอร์อีกแล้ว ไม่มีชายหัวเขียว กับเสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ไม่มีใครจะทำร้ายเขาได้

 

มีแค่ฉัน ตัวจริงของฉัน กับเขา

 

Joseph Kher

.

.

.

ถ้านี่จะเป็นตอนจบ ก็เป็นตอนจบที่ดีเยี่ยมแล้วไม่ใช่เหรอ

ฉากสุดท้ายของเรื่องนี้

ฉันจูบเขา เรื่อยจากใบหู แก้ม จนกระทั่งถึงริมฝีปาก ช้า ก่อนจะนิ่ง รอให้เขาตอบรับความรู้สึกที่ส่งออกไป

มือของดอกเตอร์ทาบอยู่ที่อก รู้สึกถึงหัวใจตัวเองที่เต้นช้าลงใต้ฝ่ามือของเขา ใต้มือเปื้อนเลือดของเขา

 

ตลอดมาบอกตัวเองว่าจะไม่มีวันวางชีวิตไว้ในมือคนอื่น แต่กับคนตรงหน้านี้ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด ยังไงซะนี่ก็เป็นตอนจบสินะ

 

ริมฝีปากอุ่นชื้นของคุณหมอตอบรับ เป็นจังหวะเชื่องช้า เนิ่น นาน อยากจะอยู่แบบนี้ตลอดไปเหลือเกิน

 

ไม่นาน ดอกเตอร์ผละออกเขาชันตัวขึ้นมองผม บางอย่างในแววตาคู่นั้นสั่นไหว

ฉันเคยบอกใช่มั้ย ว่าฉํนอยากทำอะไรซักอย่างกับตาคู่นั้นตอนนี้ฉันรู้แล้ว

ฉันอยากจ้องมองมันไปอีกนานๆ

 

ดูเหมือนเรื่องของดอกเตอร์จะยังไม่จบ เขาเริ่มเล่าต่อ ภาพของหญิงสาวคนนั้นกลับมาอีกครั้ง ฉันพยายามพลักเธอไปให้พ้น ขณะจ้องมองดวงตาสีฟ้าไหวนั่น อยากอยู่กับดอกเตอร์ในปัจจุบันนี้มากกว่า

 

ความเจ็บแปลบทั่วร่างค่อยๆหายไปทีละน้อย เปลี่ยนเป็นหัวใจที่เจ็บชาอย่างไม่รู้ที่มา นานขนาดไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกเจ็บที่หัวใจแบบนี้ ฉันมองดอกเตอร์ตรงหน้า เรื่องเล่าของเขาฟังแปร่งแปลก ฉันพยายามทำความเข้าใจมัน แต่ไม่รู้ว่าเขาพยายามจะสื่ออะไร จนกระทั่ง เสียงหนึ่งดังขึ้นไกลๆ

 

เสียงนั้นเข้ามากระตุกความทรงจำ

 

ภาพเธอคนนั้นชัดเจนขึ้น แต่คราวนี้บางอย่างแปลกไป เมื่อมองให้ชัดใบหน้าของเธอจากอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นเฉยเมยเย็นชา เมื่อเธอผละออกจากอ้อมแขนที่กอดรั้งเอาไว้ ฉันก้มลงมองตัวเอง ประกายมีดสีเงินปักอยู่ที่ช่วงตัว ย้อมฉากในความทรงจำให้แดงฉาน เหมือนความจริงตอนนี้

 

ณ ที่นั่น เสียงไซเรนรถตำรวจดังขึ้น พร้อมเสียงตะโกนผ่านโทรโข่งให้มอบตัว

 

ฉันกระพริบตาถี่ ข้างหลังดอกเตอร์เครน พวกมันกลับมากันแล้ว ใบหน้าเปื้อนเครื่องสำอางค์ขาวซีดเขม่นมองอย่างโกรธา

 

เสียงหวีดของไซเรนรถตำรวจ ดังใกล้ขึ้น ใบหน้าของหล่อนแวบผ่านมา ฉันหลับตาหนีแต่เปล่าประโยชน์เพราะมันยิ่งแจ่มชัด

 

หล่อนโกหกแก ทั้งที่แกพยายามทำทุกอย่างให้ ทั้งที่แกมอบทุกอย่างให้ ทั้งที่แกปกป้องด้วยชีวิต

ทั้งที่อยากให้หัวเราะ !!!!!

 

เสียงหัวเราะแปร่งประหลาดของตัวเองแผดขึ้นอีกครั้งเหมือนในค่ำคืนนั้น ตอนที่หลีกหนีจากสิ่งที่เผชิญตรงหน้า เสียงหัวเราะเดียดฉันท์กับความโง่ของตัวเอง

 

เงื้อมือตบหน้าคนตรงหน้าเต็มแรง

 

คุณมัน โกหกทั้งเพ สอพลอ สับปลับ โง่ที่เชื่อ

 

ความรู้สึกเจ็บปวดสาหัสที่ยิ่งกว่าบาดแผลหลายเท่านักกดทับลงมาอีกครั้ง

 

โจกเกอร์ กลับมาแล้ว พวกมันนั่งอยู่เต็มรถ สาบส่งให้กับความเขลาที่หลงเชื่อคนอื่น

 

ฉันหลับตาปล่อยให้พวกมันกลับเข้ามาครอบงำ หลังเปลือกตา เด็กผู้ชายคนเดิมกรีดร้อง

 

เด็กที่ชื่อ Joseph Kher

เสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน เขาถูกดึงเข้าสู่ความมืดมิด โยนเข้าไปในห้อง ปิดประตู ล้อคตาย

 

ข้างนอกประตู ได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความแค้นและความบ้าคลั่งแผดดัง

หัวเราะ

กลบทุกเสียง

หัวเราะ

ลืมทุกอย่างไปให้หมด

.

.

.

.

--------------------------

 

Sheck: อัพแล้ววววววว จบ Season หนึ่ง ของ Joker กับ Crane แบบสมบูรณ์ แล้วเฟร้ยยย

ขอบอกว่า เหนื่อยมากๆ และ ยาก โคตรๆ ก่ะไอบ้า นี่ เพราะมันบ้าาาาา *กรีดร้อง*

คนอ่านจะเข้าใจเนื้อเร่องที่พยายามใส่มั้ยนี่ ถ้าอ่านแล้วงงก็บอกเน้อ คนคิดเอง คิดไปก็งงไปด้วยก่ะอดีตโจกเกอร์ที่ บิวต์ขึ้นมากัน ให้เข้าก่ะเรื่องของ ดอกเตอร์ เครน

 

ตัวตลก แอบดราม่า เหอะๆๆๆ

สุดท้ายนี้ แทรงกิ้วอีฟที่มาช่วยด้วยนะ แทรงภาพประกอบงดงามของแกด้วย ไม่มีแกฉันแต่งไม่ได้แน่ๆ เกือบยอมแพ้ไปหลายครั้ง ตอนแรกก่ะให้มันเป็นเนื้อเรื่องเสริมเฉยๆ แบบว่า ก็เหนอีฟบอกว่าให้แต่งเสริมตอนจบของเครน แต่แต่งไปแต่งมาไหงมันกลายเป็นสำคัญกับภาคสองขนาดนั้นฟร้ะ

เอาล่ะ จบแล้วดีกว่า >_< เหลือ Season Finale ของ Superman อีกหนึ่งแล้วก็จะปิดภาคแล้ว เย้ ๆ ๆ

หลังจากนี้ เปิดแชมเปญฉลอง Season I จบกันดีกว่า เหอ ๆ ๆ ๆ

ps Seasonสอง จะเหลือแค่โจกเกอร์ภาคดิบเถื่อน เท่านั้น ส่วนที่ดีหายไปแล้ว จะยังไงต่อวะนี่ ข่าวว่าจะวุ่นกว่าเดิม 555


Joker 09 - To where i does not exist

posted on 19 Feb 2008 23:05 by dcdiary  in Joker
นั่งอยู่ในรถหลังพวงมาลัยพิงเบาะคนขับ หัวสมองแล่นทบทวนเรื่องสนุกที่เพิ่งทำไป แผลที่แขนปวดตุบๆ จนอยากจะเอามีดมาคว้านเนื้อที่บวมช้ำออกมาซะ ก่ะว่าความเจ็บของมีดที่คว้านจะไปทำให้ความเจ็บของแผลที่เริ่มเน่านี่หายไป
คิดอะไรโง่ๆ โจกเกอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่ายหัว หัวเราะสมน้ำหน้าชั้น พลางสบถด่าอย่างสะใจ อยากจะบีบคอพวกมันซะจริงๆว่ะ ทำไมมีแต่ฉันที่เป็นแผลอยู่คนเดียว ทั้งที่ไอตัวการทำให้ได้แผลไม่ใช่ชั้นซักหน่อย

รถขายไอศกรีมที่ขโมยมา สีสันฉูดฉาดมองเห็นเด่นเป็นสง่าแม้ในแสงสีส้มยามใกล้ค่ำ เสียงวิทยุในรถกระจ่ายข่าวบอกเล่าอาชญากรรมที่ฉันเพิ่งก่อ เรียกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะให้กลับมาในหมู่พวกเรา สวนสนุกในกอทแฮมวันนี้คงเหลือแค่ชื่อ เมื่อฉันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่เลื่อนรางรถไฟเหาะออกจากที่ ฉันใจดีขนาดไหนที่ส่งจดหมายไปบอกพวกมันก่อนตั้งหลายนาที แต่พวกง่าวนั่นยังไม่มีปัญญาทำอะไรซักอย่าง แหม่ถ้าเป็นแบทซี่อาจจะทำได้ก็ได้นะ แต่ตอนนี้ไอค้างคาวบ้านั่นมันดันหายตัวไปซะได้ .... เพราะงั้นเมืองสวะชั้นดีอย่างกอทแฮมทั้งเมืองตอนนี้เลยกลายเป็นสวนสนุกชั้นยอดของฉัน เสียงแม่สาวนักข่าวเจื้อยแจ้วแจ้งยอดผู้เสียชีวิต .... ยี่สิบสี่ อืม ยี่สิบสี่ชีวิตบนรถไฟเหาะ ได้กรีดร้องสมอยาก หึหึ ถ้ารวมกับพวกข้างหลังก็เป็น สามสิบเจ็ด ชั้นเอี้ยวตัวไปเบื้องหลังมองไปยังห้องเก็บไอศกรีม หัวมนุษย์ในถุงพลาสติกใสสิบกว่าหัวจ้องกลับมาพร้อมสีหน้าหัวเราะร่าอย่างเป็นสุข ด้วยก๊าซผิดรุ่นทดลองตัวใหม่ ภาพข้างหลัง เติมเต็มความหิวกระหายของปีศาจในตัวให้อิ่มแปร้

ฉันขยับหมวกลายทางทรงสูงของคนขายไอศกรีมให้เข้าที่ นั่งเท้าแขนสูบบุหรี่บนรถขายไอติม พอดีกับที่ ดอกเตอร์เครน เดินออกมาจากตึกพร้อมกับลากร่างเล็กๆ ของเด็กนั่นออกมาด้วยท่าทางทุลักทุเล เด็กนั่นบิดตัวดิ้นพยายามจะหนี ร่างเล็กสะบัดตัวเปะปะเพราะผ้าปิดตาสีดำคาดตาไม่ให้มันมองเห็นทาง ดอกเตอร์เดินตรงออกจากตึกพลางบิดแขนเล็กๆที่ถูกมัดไว้ กระชากให้เดินตามอย่างไม่สนใจเสียงโอดครวญขอร้องของร่างนั้นแม้แต่น้อย ....เลือดเย็นซะจริง

ฉันเปิดเสียงเพลงรถขายไอศกรีม เสียงเพลงร่าเริงเกินมนุษย์ธรรมดาจะรับได้ ขยายดังไปทั่วบริเวณโรงงานร้าง ดอกเตอร์เครนสะดุ้ง ถลึงตามองมาทางนี้ ดูแปลกใจที่เห็นชั้น
"ให้ไปส่งมั้ย" ชั้นถาม ยียวน ดอกเตอร์ไม่พูดอะไรแต่ลากร่างเล็กๆ นั่นเดินตรงมาทางนี้
"เอาไปเป็นชิ้นๆง่ายกว่านะ" เสนอความคิด ดอกเตอร์ส่ายหัว "ไปที่สะพานข้ามตรงอาร์คแฮม" เขาพูด น้ำเสียงนิ่งเฉย พร้อมสายตาจ้องตรงมาที่ฉัน เล่นเอาความรู้สึกปวดหนึบที่หลังหัวเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบก่อตัวขึ้นอีกครั้ง โจกเกอร์คนอื่นๆ จากหัวเราะกลับกลายเป็นเงียบงัน เมื่อเห็นหน้าคุณหมอ ครึ่งหนึ่งของพวกมันส่ายหัวพลางเบือนหน้าไปทางอื่น มีแค่ปีศาจหัวเขียวที่นิ่งเงียบมาตลอดเท่านั้น ที่จ้องมองดอกเตอร์อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันขยับตัวอยู่เบาะหลังอย่างไม่เป็นสุข ครั้งสุดท้ายที่เผชิญหน้ากันผ่านมาเกือบอาทิตย์แล้ว ชั้นคิดว่าดอกเตอร์เครนจะหนีไปแต่ผิดคาด คุณหมอยังปักหลักอยู่ในโรงงานร้าง ไม่แม้แต่พยายามจะหนี หรือหลบหน้า
ดอกเตอร์เครนเปิดประตูห้องทำความเย็น สีหน้านิ่งเฉยไม่มีเปลี่ยนซักนิดแม้จะเห็นว่าอะไรอยู่ข้างใน เขาโยนเด็กที่ชื่อเจด เข้าไปในนั้น ร่างที่มีเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องเย็น กระแทกเอาหัวสองสามหัวร่วงลงมาใส่ กรั้ก นึกขอบคุณพระเจ้าเหอะที่แกโดนปิดตาอยู่


"เฮ้ ระวังหน่อยสิ ของที่ระลึกผมนะ" ชั้นอุธรณ์เมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆนั่น ขยับตัวเปะปะไปจนเกือบเหยียบหัวเล็กๆ ที่ชั้นชอบที่สุด


"ขอโทษที" ดอกเตอร์ตอบปิดประตูหลังห้องเย็น ปึง ปล่อยร่างบางให้หนาวสั่นในนั้น พลางเดินมานั่งข้างคนขับ โจกเกอร์ที่นั่งอยู่ก่อนหน้านั้น หันมามองหน้าฉันทำหน้าไม่พอใจก่อนจะปีนข้ามเบาะคนขับไปนั่งข้างหลัง บ่นอุบอิบตลอดทาง

ร่างผมสีช้อคโกแลตเอื้อมมือมากดปิดเพลงหลั้ลล้า ที่ดังแสบแก้วหูหลังจากออกรถมาได้ซักพัก


" เฮ้ เฮ้ " ปัดมือบางๆนั่นออก เขาชักมือกลับ ชะงัก แวบหนึ่งแต่ก็เอื้อมมือมาปิดมันจนได้


"มันหนวกหู" เสียงเย็นเป็นน้ำแข็งพูด รู้หรอกว่าหนวกหู ก็ตั้งใจกวนประสาทคุณเล่นๆนั่นแหล่ะ ฉันหัวเราะเบาๆ เหลือบมองใบหน้าคมที่มองกลับมา นึกหงุดหงิดที่คุณหมอเล่นเอาแต่จ้องหน้าอยู่ได้ จะมองอะไรนักวะ

ฉันเบือนหน้าจากทางตรงหน้าหันไปจ้องตอบ พลันสายตาเหลือบลงไปเห็นลำคอระหง ที่ยังคงเหลือรอยแดงช้ำที่ชั้นทำไว้อยู่


"ทำไมถึงยังไม่หนีไปอีกล่ะ" ชั้นถามเขาในที่สุด ดอกเตอร์เงียบพักหนึ่ง


"ผมต้องอยู่รักษาคุณ" ชั้นเลิกคิ้วมองเขา หัวเราะออกมาดังๆให้กับคำตอบนั่น

"รักษา? ไอเนี่ยอ่ะเหรอ" หมุนนิ้วชี้ ชี้ที่หัวตัวเอง

"เสียใจนะ ผมว่าผมกับไอที่อยู่ในนี้ไปด้วยกันได้ดีขอบคุณ" ยังคงหัวเราะ
"ที่สำคัญคุณมากกว่า ที่เป็นฝ่ายต้องให้ผมช่วยอยู่ตลอด" ชั้นโต้กลับ ข้างหลังปีศาจผมเขียววางมือบนเบาะพิงหัวข้างคนขับยังคงจ้องมองดอกเตอร์ จริงว่าฉันอาจจะช่วยคุณหมอจากคนอื่นๆได้ แต่ใครจะช่วยเขาจากปีศาจร้ายอย่างฉันกันวะ

"ผมก็แค่อยากช่วยคุณโจกเกอร์" ให้ตายเขานึกว่าเขาเป็นใครน่ะ ช่วยชั้น !!??? ชั้นเนี่ยนะ !!???? อันที่จริงยิ่งดอกเตอร์อยู่ ไอสมดุลที่อยู่ในหัวนี่ยิ่งแย่เข้าไปกว่าเก่าซะอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด

 

ฉันเหล่ มองกระจกมองหลัง ใบหน้าแก่กว่าวัยของเด็กผู้ชายคนเดิมจ้องกลับมา ..... นั่นไง ถึงได้กว่าแย่กว่าเก่า เสียงหัวเราะเงียบลงฉับพลันเมื่อเห็นหน้าที่สะท้อนกลับมา ขอบตาดำคล้ำกับริมฝีปากซีดแห้งแสยะยิ้มให้ พอดีกับที่มือเรียวบางของดอกเตอร์เอื้อมมาจะแตะแขนข้างที่เป็นแผลยาว ที่ถือพวงมาลัยอยู่

"อย่าแตะ !!!!"ชั้นตวาดลั่น แต่ดอกเตอร์ไม่ฟัง เขาวางมือลงบนแขนเบาๆ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่ดวงตาที่อยู่หลังแว่นกระจกนั่นวับไหวไปด้วยความรู้สึก ดวงตาที่เหมือนกระจกเงาในทะเลสาปยากจะคาดเดา เกลียดชะมัด

"ก็บอกว่าอย่าแตะไงเล่า" สัมผัสอ่อนเบาที่แขนเย็นเหมือนน้ำแข็งส่งกระแสไฟแล่นปลาบไปถึงไหล่ ฉันตวาดอีกดึงแขนออกจากมือนั่น พลางทุบแรงๆบนแตรรถ เขาสะดุ้ง ริมฝีปากบางของคุณหมอเม้มเรียบด้วยความขุ่นเคืองใจ

"มันอักเสบ ถ้าไม่ทำแผลจะยิ่งเน่า" น้ำเสียงยังคงนิ่งเฉยเหมือนเคย

"แล้วมันเรื่องอะไรของคุณเล่า !!!" หงุดหงิด หงุดหงิดเหลือเกินกับคนข้างๆ โจกเกอร์ข้างหลังนั่งระสับระส่าย หลายคนในนั้นทำท่าบีบคอตัวเอง ก่อนจะชี้นิ้วมาที่พ่อช้อคโกแล้ตที่นั่งข้างๆ ฉันส่ายหัว เหยียบคันเร่ง เร่งให้ถึงที่หมายเร็วๆ ดวงตาอาฆาตจากเด็กในกระจกยังคงจ้องกลับมา ไอเด็กเวรเอ้ย ฉันกัดฟันกรอด มือปัดลูบหน้าตัวเองด้วยความระสับระส่าย อายชาโดว์สีดำใต้ตาลากเป็นทางยาวตามแก้ม บัดซบ !! ค่ำคืนนี้ชักไม่สนุกอย่างที่คิด ทางที่ดีรีบทำให้มันจบเร็วๆดีกว่า

"ดื้อด้านชะมัด" เขาบ่นอุบก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น ขนตายาวงอนกระพริบขึ้นลงเหมือนผีเสื้อ ความรู้สึกอยากสัมผัสแล่นเข้ามากระแทกอีก แต่ต้องข่มใจเอาไว้ ตอนนี้ยิ่งอยู่ห่างดอกเตอร์ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีทั้งกับตัวเองและกับเขา หายใจเข้าลึกๆ ชั้นผิวปากเพลงเดียวกับเพลงรถขายไอศกรีม พยายามผ่อนคลายแต่มือที่จับพวงมาลัยกลับเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว คนข้างๆกำลังทำให้ฉันเป็นบ้าว่ะ ใช่ว่าไม่ได้เป็นอยู่แล้วแต่มันหนักกว่าเดิม โจกเกอร์ข้างหลังยื่นหน้าเข้ามาระหว่างเบาะคนขับ ฉันเหล่มองมัน ส่งสายตาเตือนไม่ให้เข้ามายุ่ง ก็ถ้าทำให้คนคนนี้บาดเจ็บอีก ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

 

เมื่อมาถึงสะพาน ดอกเตอร์ลากร่างเล็กนั่นออกจากรถ ปากบางบนใบหน้าเล็กๆนั่นเปลี่ยนเป็นสีม่วง ผิวซีดขาวตัวสั่นเป็นลูกนก แถมยังมีน้ำแข็งเกาะตามขนตา กับผม ฉันหัวเราะหึ กับภาพตรงหน้า ไอเด็กเวรนั่นโอดครวญตอนโดนลากลงมาจากรถ ริมฝีปากสั่นกระทบกัน เอ่ยเรียกชื่อ ใครบางคน ดอกเตอร์ชะงักเมื่อได้ยินร่างเล็กๆ พร่ำเรียกชื่อนั่นราวกับสวดมนตร์

"จำได้แล้วเหรอครับ" เขาถาม แต่เด็กนั่นไม่ตอบยังคงเรียกชื่อนั่นซ้ำๆ จำได้แล้วไง ยังไงก็คงไม่ได้เจอกับเจ้าของชื่ออีกแล้วล่ะ
ฉันหัวเราะคิกคักกับความคิดดังกล่าว

"จะทำอะไรกับเค้าครับ" ชั้นถาม รู้สึกรำคาญนิดๆ ที่คุณหมอไม่รีบๆ ฆ่าไอเด็กนี่ไปซะ ทำไมต้องทำให้มากเรื่องด้วย ใบหน้าตอบซูบของคุณหมอเผยิดไปทางสะพาน อีกไม่นานน้ำก็จะขึ้น เข้าใจละ อยากผูกไอเด็กนี่ไว้ รอน้ำขึ้นอย่างงั้นสิ ฉันพยักหน้า เดินไปหยิบเชือกหลังรถ

"ผมจัดการเอง" ชั้นพูด อุ้มร่างที่สั่นงกๆขึ้นพาดบ่า ไปบนสะพาน ร่างนั่นไร้การต่อต้านใดๆ เพียงแค่แรงกระตุกเบาๆ เป็นพักๆ.... ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย ฉันผูกเชือกกับข้อมือเล็กๆนั่น ก่ะว่าเชือกยาวพอไม่ให้จมน้ำทันที ... ต้องรอให้น้ำขึ้นอีกน่ารำคาญชะมัด ตอนที่ตัดเชือกนึกอยากเอามีดหั่นไอเด็กนี่ให้เป็นริ้วๆ แต่หันไปเห็นคนที่ยืนอยู่ที่รถยังคงกอดอกมองอยู่ .... ตามใจ แย่งเหยื่อคนอื่นไม่ใช่นิสัยชั้นซะด้วย ฉันพลักร่างเล็กๆ ร่วงจากบนสะพาน ชะโงกมองให้แน่ใจว่า ร่างนั่นจมลงครึ่งนึงเหนือระดับน้ำพอดี เงื่อนที่มัดไว้กับข้อมือลวกๆ ป่านนี้คงโดนแรงกระชากจากตอนตก กับแรงโน้มถ่วงโลก ทำเอาข้อมือหรือไหล่หลุดแหงๆ.... ระหว่างที่สำรวจผลงานและคิดว่าใบหน้าที่โผล่มาครึ่งหนึ่งใต้ผ้าปิดตานั่นดูคุ้นๆชอบกลเสียง คุณหมอก็ตะโกนเรียกจากริมฝั่ง

"โจกเกอร์ !!!!!" พอหันไปมองก็เห็นว่าดอกเตอร์เครนรีบวนรถพลางกวักมือเรียกให้ขึ้นรถด้วยท่าทีร้อนรน

"ตำรวจ" เขาพูด เมื่อฉันกระโจนขึ้นรถฝั่งคนขับ แทนที่เขา พอขึ้นรถก็ได้ยินเสียงวิทยุตำรวจที่ดอกเตอร์จูนหาเพราะสังหรใจไม่ดี เสียงตำรวจโต้ตอบ ระบุรูปพรรณสัณฐานรถขายไอติม ที่เด็กสามขวบเห็นก็ต้องจำได้ กับที่อยู่ ที่มันเป็นที่นี่ชัดๆ ตามด้วยเสียงเรียกกองกำลังเสริมมาทั้งกองทัพ เวรล่ะสิ

" บ้าชะมัด ดันใช้รถแบบนี้ก่อเหตุก็เหมือนตะโกนเรียกให้มาจับฉันเถอะนั่นแหล่ะ" ดอกเตอร์แดกดัน ดูหัวเสีย ก็ฉันมันไม่ใช่ประเภทที่ฆ่าคนเงียบๆแล้วเอาศพไปซ่อนเหมือนเขาซะด้วยสิ ทำอะไรให้มันเอิกเกริกเข้าไว้ มันคติฉันเลยนี่หว่า

ฉันออกรถเลือกเส้นทางที่วกวนที่สุด ได้ยินเสียงรถตำรวจดังขึ้นไกล ๆ กับเสียงเรียกกำลังเสริม ตามด้วยคำสั่งระบุจุดโจมตีบอกให้รู้ว่าเราโดนล้อมไว้หมดแล้ว และตำรวจพร้อมที่จะจับตาย ห้ะ พอแบทแมนไม่อยู่ก็จับตายเลยสินะ ไอพวกเวร เอาละสิ แบบนี้ชักไม่สนุกแล้ว

"เอาไง" เขาถาม ชะโงกหน้ามองออกหน้าต่างไปข้างหลังเป็นพัก ๆ ตอนนี้เริ่มมืดแล้วโชคยังดีที่รอบข้างไม่ค่อยมีรถ เท้าฉันเหยียบคันเร่งมิดทั้งยังไม่รู้ทิศทาง แถมทุกครั้งที่มองกระจกรถ ไอเด็กเวรนั่นยิ่งแสยะยิ้มให้ สะใจกว่าเดิมซะอีก สัดเอ้ย อาการเจ็บที่หลังหัวเอาอีกแล้ว รู้สึกปวดหัวจนต้องนิ่วหน้า อะไรว่ะ ทั้งที่ฆ่าคนไปสามสิบกว่าคนในวันเดียว ยังไม่พอใจอีกรึไง !!!!!! ไหนจะคนข้างๆนี่อีก


"โจกเกอร์ ~โจกเกอร์" ดอกเตอร์เครนเรียก ดึงฉันออกจากภวังค์ มือแตะที่ไหล่เขย่าเรียก เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาจากหลังฉันโดยไม่รู้ตัว    เปียกเสื้อชุ่มทั้งที่อากาศข้างนอกหนาวอย่างกับอะไรดี ฉันหันมองคนข้างๆ ใบหน้านั่น ดวงตามองมาที่ฉัน ใสเหมือนกระจกเงา ดวงตาคู่สวยฉายอารมณ์บางอย่าง ..... คิ้วเรียวขมวดมอง อยากช่วยเหรอ .. ? เป็นห่วง ?? ว่าแต่ ด้วยหน้าที่ หรือนึกสนุกกันละ

"รู้อะไรมั้ยหมอ ..... " ฉันพูด "ไม่มีใครช่วยผมได้หรอก"

ฉันเหยียบเบรคกระทันหันกลางสะพาน ร่างบางของคุณหมอ เซถลาหัวทิ่มเกือบกระแทกกับหน้ารถ ดีที่ยื่นแขนข้างที่มีแผลเหวอะไปรับไว้ก่อน

"แล้วก็นะ ...... ผมเบื่อเล่นสนุกกับคุณแล้วหล่ะ"

ฉันกระซิบข้างหู รั้งตัวดอกเตอร์เข้ามาใกล้ หลังจากทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ เสียงหวีดร้องในหัวดังไม่หยุด เจ็บจนอยากจะร้องครางออกมา แต่ไม่ใช่ตอนนี้  จากวิทยุดูเหมือนคนที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุดจะเป็นฉัน ไม่มีชื่อดอกเตอร์เครนอยู่ในอาชญากรรมครั้งนี้ 

"ไปซะ!!!!!!" ฉันเอื้อมมือเปิดประตูรถหลังคุณหมอ พลักร่างในอ้อมแขนออกจากรถ เขาหลุดจากตัวรถลงไปยืนกลางสะพานงงงันชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกตัว ร่างบางถลามารัวกำปั้นทุบประตูรถที่ปิดใส่หน้าเขาอย่างรวดเร็ว เรียกฉันให้เปิดประตู

รู้สึกถึงรอยยิ้มจากไหนไม่รู้แตะริมฝีปากชั้น ก็รู้หรอกว่ายิ้มตลอดเวลา แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าอยากยิ้มออกมาจริงๆ ฉันโบกมือลาคุณหมอ มองใบหน้านั่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเหยียบคันเร่งบึ่งรถออกไปจากที่นั่น ทิ้งร่างบางของดอกเตอร์ไว้ข้างหลัง

ข้างหน้าได้ยินเสียงหวอรถตำรวจเป็นสิบ คงตั้งด่านกันแล้วสิท่าก็ถนนข้างหน้าเป็นวันเวย์นี่นะ มีแต่ต้องพุ่งเข้าหาเท่านั้น เอาก็เอาซิวะ
ไอเด็กเวรในกระจกมองหลัง จ้องหน้า แสยะยิ้มอย่างพึงใจ ฉันหัวเราะให้มัน แกกับฉันตายไปด้วยกันนี่แหล่ะ !!!!! เพลงรถขายไอศกรีมดังก้องผสานไปกับเสียงหวอรถตำรวจ ที่ใกล้เข้ามา พอหักเลี้ยวตามทาง ก็เจอกับแสงไฟจากด่านกั้นรถ สาดเข้าหน้าจนมองอะไรไม่เห็น มีแค่แสงสว่างเจิดจ้า เสียงหัวเราะลั่นเหมือนไม่ใช่ชองตัวเองดังขึ้น พร้อมกับเสียงปืนกับเสียงระเบิด ........

ไม่มีใครช่วยผมได้หรอก คุณหมอ....... ไม่มี

---------------------------------------------------

Sheck : อา เหนื่อยก่ะไอโจกเกอร์นี่มากกว่า เจสัน ก่ะ เฮียอีก ยิ่งแต่งยิ่งกลายเป็นคนปกติ ไม่ดีเลยอ่ะ T_T อยากให้บ้าๆ มากกว่านี้แต่ได้แค่นี้แหล่ะ งือ ฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะกะ คริๆ ปูเสื่อรออ่านเครนต่อ

 

 

Joker 08 : Under the skin

posted on 11 Feb 2008 22:57 by dcdiary  in Joker

 

 

 

ชั้นไม่ได้โกหกจริงๆนา ตอนที่บอกว่า ชั้นไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพ่อช้อคโกแล้ตข้างหน้านี้ซักนิ้ดดดดดเดียว
แต่แหม เวลาคนมันหิว ก็ต้องกินถูกมั้ย

หึหึ ถ้าจะโทษก็โทษตัวคุณหมอเองกับเสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อของเขาเหอะ ไอเนื้อผ้าที่ดูดน้ำจนบางใสแจ๋วแนบกับผิวซีดๆ เผยให้เห็นสัดส่วนมากเกินความจำเป็นแบบนี้ มันดูน่าหม่ำกว่าร่างเปลือยตรงๆเป็นไหนๆ

ตาใสเหมือนลูกแก้วนั่นจ้องมองฉัน ริมฝีปากบางเม้มตรง เท้าเปล่าสืบเท้าถอยหลังหนีห่างอย่างไม่ตั้งใจ ฉันตวัดสายตาโลมเลียร่างตรงหน้าตรงไปตรงมา สายตาพลันไปเห็นนิ้วซีดขาวกำห่อผ้าที่ข้างในมีมีดเป็นสิบแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน ท่าทางของเขาตอนนี้มันช่างเหมือนกับ สัตว์ตัวเล็กๆ ในกรงยังไงหยั่งงั้นเลยน้าาาา

สัตว์ตัวเล็กๆ ..... หึหึหึหึ

แค่คิดว่าจะทำอะไรต่อไปกับร่างกายที่ยืนเผชิญหน้าฉันอยู่ตอนนี้ หัวใจก็กระตุกวูบด้วยความต้องการขึ้นมาแล้ว นานแค่ไหนนะที่ฉันไม่ได้ลิ้มรสหวานล้ำของคนคนนี้ อาา จะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ ก็เมื่อคืนก่อนคุณหมอเพิ่งนอนครวญครางเสียงกระเส่า บิดตัวใต้ร่างนี้ แต่แหมตอนนั้นฉํนคนนี้ไม่ได้ร่วมด้วยนี่นา จะว่าไปมันน่าเบื่อโคตรๆ เวลาที่ได้แต่ยืนมอง "คนอื่นๆ" เล่นสนุกกันโดยไม่มีส่วนร่วม

"...โจกเกอร์" หึหึหึ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ส่อสายตาสงสัย ริมฝีปากเรียกชื่อฉันเหมือนไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง ไม่เอาน่าอย่าเรียกแบบนั้นสิ เสียงของพ่อช้อคโกแล้ตกำลังสั่น รู้ตัวรึเปล่า ยิ่งคุณหมอพยายามทำท่านิ่งเฉยเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้หัวใจมันเต้นแรงขึ้นบอกไม่ถูก ก็ดวงตาของเขาตอนนี้ไม่ได้ดูเยือกเย็นเหมือนอย่างเคยซักนิด อันที่จริงมันส่องประกายในความมืด ประกายตาเต้นระริกด้วยความรู้สึกบางอย่าง ความหวาดกลัวเหรอ ? ฉันก้าวเข้าหาดอกเตอร์เครนช้าๆ คำนวณระยะห่างอย่างระมัดระวัง แม้จะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ก็เหมือนจะเป็นลูกสัตว์ป่าเชียวนา ดอกเตอร์ยังคงกำห่อมีดในมือแน่น ... แต่แหม้ ดูยังไงก็ไม่มีทางแกะห่อเอาของข้างในออกมาทันหรอก พูดง่ายๆก็คือ เขาจนมุมแล้วนั่นแหล่ะ ฉันเลือนมือตัวเองลงต่ำปลดเข็มขัดกางเกงดึงออกช้าๆ ดวงตาสีฟ้าซีดเลื่อนตามการเคลื่อนไหวของมือฉัน

"..จะ จะทำอะไร ?" เขาถามน้ำเสียงตระหนกในที เมื่อพบว่าตัวเองถอยจนติดโต้ะเหล็กตัวยาวที่วางอยู่กลางห้อง คำถามที่ทำให้ฉันแผดเสียงหัวเราะขำอีกครั้ง

"ก็ทำอย่างที่ทำทุกคืนตอนอยู่ อาร์คฮัมนั่นแหล่ะ "
พ่นลมจากริมฝีปากพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็เปล่าประโยชน์ ฉันเผลอแลบลิ้นเลียฟันคมของตัวเองอย่างไม่ตั้งใจพลางแสยะยิ้ม ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงตัวเองคนอื่นๆ เดินตามออกมาจากในห้องน้ำ ไอตัวน่ารำคาญที่สุดดูท่าทางกระสับกระส่ายชอบกล ทนไม่ได้ที่ฉันจะได้กินคนเดียวรึไง ฉันเหลียวหลังกลับไปถลึงตามองมัน จังหวะเดียวกับที่ดอกเตอร์ตัดสินใจวิ่งหนี .... หนีเรอะ พ่อช้อคโกแล้ตนี่น่ารักซะจริง ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีซิ

ชั้นตรงเข้าหมายตระครุบตัวเขา แต่ดอกเตอร์เครนเร็วกว่าที่คิด ร่างเปียกชุ่มโชกสะบัดตัวหนีวิ่งไปทางประตู มือซีดสั่นแกะห่อผ้าจนสำเร็จ มีดบางส่วนตกลงพื้นเสียงดัง แกร้ง เขาคว้าขึ้นมาไว้อันพลางสะบัดตัวหันควับมาสู้ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สายตาดุเอาเรื่อง ลมหายใจชาวพ่นเป็นควัน ไอท่าทางเตรียมพร้อมจะจ้วงเข้าหาฉันหากฉันเข้าไปใกล้กว่านี้ มันยั่วยวนบอกไม่ถูกเลยว่ะ ฉันกางแขนออกพลางแสยะยิ้ม หัวเราะร่า มันสนุกจริงๆนะ ที่ได้ล้อเล่นกับพ่อช้อคโกแล้ตนี่ ก็ไม่เคยถูกสอนมารยาทซะด้วยสิ ว่าการเล่นกับของกินมันหยาบคาย ฮ่าๆๆ

"จุ้ จุ้ ไม่เอาน่า แบบนั้นมันอันตรายนา" รู้สึกสนุกจนหยุดไม่ได้ ฉันสืบเท้าเข้าหา แต่ดอกเตอร์เครนไม่ยอมถอยง่ายๆ เขาฟันมีดเข้าใส่ชั้นทันควัน คมมีดเฉือนเข้ามาที่แขนอย่างจัง เรียกเอาเลือดสดๆ ไหลออกมาจากบาดแผล อารมณ์บางอย่างก่อตัวขึ้นในช่องท้องเมื่อได้กลิ่นเลือดจางๆในอากาศ อารมณ์หิวกระหาย เหมือนไฟฟ้าแล่นพล่านในประสาททุกส่วน

"เล่นแรงแบบนี้ ระวังผมจะอดใจไม่อยู่นะครับ" ชั้นโกหกแน่นอนอยู่แล้ว ไอเรื่องอดใจนะ ไม่มีอยู่ในสมองซักนิดเดียว
ฉันพุ่งเข้าหาพ่อช้อคโกแล้ตอีกครั้ง คราวนี้ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว ดอกเตอร์ผงะหนีด้วยความตกใจ เท้าเปียกๆสืบถอยหลังอย่างรวดเร็ว น่าจะมีใครบอกเขาซักคำว่าพื้นกระเบื้องกับเท้าเปียกๆ นั่นมันไม่ถูกกัน ฉันอาศัยความได้เปรียบดังกล่าว กระชากข้อมือเขาดึงอย่างแรงจนร่างนั้นเสียหลักลื่นล้มกระแทกกับพื้นกระเบื้อง เขาครางด้วยความเจ็บปวดพอดีกับที่ฉันขยับตัวขึ้นคร่อมพ่อช้อคโกแล้ต พร้อมกับบิดข้อมือขาวซีดแรงๆจนเขาต้องปล่อยมีดจากมือ แต่แม้จะหมดอาวุท ร่างบางยังคงเตะต่อยด้วยแขนขาเก้งก้างนั่นสุดแรง ฤทธิ์เยอะเหลือเกินนะ !!!!!

ต้องยอมรับว่าชั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่าอยู่ในอาร์คแฮมเยอะเลย ก็ตอนนั้นคุณหมอได้รับยากล่อมประสาทแทบจะตลอดเวลา ต่างจากตอนนี้ที่มีสติครบถ้วนเป็นไหนๆ เพราะงั้น วันนี้ฉันเลยต้องทำอะไรที่ สาบานได้ว่าชั้นไม่อยากทำเอาซะเลย หึหึหึหึ

.................. ใช้กำลัง



ชั้นต่อยเขา จังๆที่ช่องท้อง พยายามเบามือที่สุด แต่ก็เล่นเอาคุณหมอตัวงอเป็นกุ้งด้วยความจุก แขนขาอ่อนเปลี้ย ง่ายต่อการรวบแขนขาวซีดนั่นขึ้นเหนือหัวด้วยแขนข้างหนึ่ง มือเปื้อนเลือดตัวเองอีกช้างบีบแก้มคุณหมอให้หันมาเผชิญหน้า เลือดสดๆจากแผลที่แขนและมือชั้นเลอะแก้มทั้งสองข้างของเขา ให้ตายเป็นผู้ชายที่เหมาะกับเลือดอะไรแบบนี้ คืนนี้คงได้ละเลงกันทั้งคืนแน่ คุณหมอเบิกตากว้างถลึงตามองชั้น นัยน์ตาสีฟ้าซีดจนเกือบเป็นสีเทาไม่กระพริบซักนิดเดียว ทั้งที่น้ำตาไหลเอ่อคลอตาทั้งสอง ตานั่น ดวงตานั่น สาบานได้ว่าซักวันฉํนคงทนมันไม่ไหวแน่ อดก้มหน้าลงลิ้มรสน้ำตาเค็มๆที่อาบข้างแก้มนั่นไม่ได้ ดอกเตอร์พยายามเบือนหน้าหนี แต่ก็เปล่าประโยชน์ ชั้นเลื่อนหน้าไปด้านข้างกระซิบข้างหูพลางเขากัดเล่นเบาๆ "อย่า.....สู้ผมสิ พ่อช้อคโกแล้ต ผมไม่อยากทำร้ายคุณ(เกินกว่าที่จำเป็น) เข้าใจมั้ย" ดอกเตอร์หอบหายใจแรง เมื่อฉันเลื่อนหน้าไซร้ซอกคอขาวเนียนพลางขบจูบ ดูดแรงๆ ตลอดทาง ที่ลิ้นลากผ่าน
ขาสองข้างที่ถูกตรึงอยู่ใต้ร่างฉันกระตุกอย่างแรง เขาส่งเสียงร้องดังลั่น ตอนที่ฉํนเลื่อนหน้าสูดกลิ่นเนื้อของเขาบริเวณลำคอ แล้วงับฝากรอยฟันอย่างแรง เลือดซึมออกมาตามรอยเขี้ยว ฉันตวัดลิ้นเลีย ก่อนจะเลื่อนไปที่ส่วนอื่นๆของร่างกาย มือที่จับหน้าเปลี่ยนมาลูบไล้บนผิวนวนเนียนนั่นหนักมือ กระชากกระดุมเสื้อเชิ้ตเปียกๆนั่นออก เผยให้เห็นแผ่นอกขาวที่เต็มไปด้วยรอยแดงช้ำ และรอยแผลมากมายจากคืนก่อนๆ ริมฝีปากอดเล่นซนบนยอดอกของร่างตรงหน้าไม่ได้ กัดผิวเนื้อสีชมพูด้วยฟันคมเบาๆ ดอกเตอร์หอบหายใจแรง ยังไม่วายพยายามดิ้นหนีทุกรสสัมผัสที่ฉันฝากฝัง
"พ่อช้อคโกแล้ต น่ารักชะมัด" ฉันกระซิบพลางเลื่อนหน้าไปตามส่วนอื่นๆของร่างกาย ขมเม้ม จูบ หรือแม้แต่กัดแรงๆด้วยความหมั่นเขี้ยว ดอกเตอร์บิดตัวหนีจากฉันด้วยความพยายามล้มๆแล้งๆ พร้อมกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ขอให้ฉํนหยุด หยุดเหรอ ? น้อยไปสิไม่ว่า รอยรักเจ็บปวดบนผิวขาวๆของพ่อช้อคโกแลตนี่ทำให้ฉํนแทบคลั่งด้วยความต้องการ รสเลือดที่ปลายลิ้นส่งกระแสไฟฟ้าไปทั่วร่าง อยากได้อีก ต้องการอีก ฉันเลื่อนมือลงต่ำสัมผัสส่วนล่างของเขาผ่านเนื้อผ้ากางเกงหนาๆที่เขาสวมใส่ หยอกล้อด้วยมือนี่ ดอกเตอร์ขยับสะโพกหนีอย่างดื้อรั้น ไม่เอาน่าจะทนได้ซักแค่ไหนกันเชียว ชั้นสัมผัสส่วนนั้นของดอกเตอร์หนักมือขึ้น บีบเค้นลูบไล้ ต้นขาที่ถูกกดแนบอยู่กับส่วนล่างของฉํนสั่น เมื่อมือหนาแทรกมือผ่านซิบกางเกงเข้าไปสัมผัสด้านใน รุกเร้า หยอกล้อในที แผ่นอกนวลเนียนหอบหายใจแรงขึ้นเมื่อฉันเลื่อนมือ ขยับไปตามความยาว


"มะ ไม่เอานะ" เขาร้อง อุธร แต่เปล่าประโยชน์ฉันคนนี้ไม่มีได้มีความอดทนมากขนาดนั้นหรอกนะ แขนขาอ่อนปลวกเปียกแบบนี้ ชั้นปล่อยมือข้างที่รวบแขนเขามาสัมผัสต้นคอยาวระหง เผลอกำมันไว้ในมืออย่างไม่ตั้งใจ เหมือนทุกครั้ง ที่ทำแบบนี้ ฉันหยุดตัวเองไม่ได้ ดอกเตอร์เบิกตาคว้างเหมือนไม่เข้าใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบตะปปมือข้างที่อยู่บนต้นคอเขา

" อย่ะ.... อ่ะ" .... แก้มสีซีดเริ่มมีสีแดงเลือดฝาดขึ้นมาแล้ว สวยชะมัด สวยจัง ฉันหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีซีดเบิกมอง

"อะอึก หะ" เสียงเค้าเค้นเสียงร้องด้วยความทรมาน

... แต่แล้ว ความรู้สึกอีกอย่างวิ่งปราดเข้ามาในหัว ฉันอ้าปากค้างจ้องมองดูใบหน้าตรงหน้า ดวงตาสีใสเหมือนลูกแก้วเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ... มันควรจะเหมือนทุกครั้ง สิ แต่มีอะไรบางอย่างแปลกไปอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่คนนี้ !!!! .... อะไรบางอย่างบิดตัวด้วยความเจ็บปวดในตัวชั้น

ก่อนจะรู้ตัวอีกที ก็มีบางอย่างฟาดมาที่หัวจากข้างหลังอย่างจัง ฉันล้มลงไปด้านข้าง ปล่อยดอกเตอร์เป็นอิสระ เขารีบขยับตัวหนี ฉันหันควับไปทางทิศที่โดนจู่โจม เด็กคนนั้นยืนอยู่ พร้อมไม้ยาวในมือ ...... ใบหน้าเล็กๆ จ้องมองไม้ในมือสลับกับฉํนด